ระทึกกลางดึก ไฟไหม้ตลาดยิ่งเจริญ เพลิงลุกลามหนักมองเห็นได้ไกล

ระทึกกลางดึก เมื่อวันที่ (2 กรกฎาคม 63) เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. เกิดเหตุไฟไหม้ร้านค้าล็อก 3 ภายในตลาดสดยิ่งเจริญ ย่านสะพานใหม่ เขตบางเขน กรุงเทพฯ โดยไฟลุกลามอย่างรวดเร็วนาน และเกิดกลุ่มเพลิงลุกขึ้นสูงมองเห็นได้แต่ไกล

เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. ต้องระดมรถน้ำดับเพลิงหลายคัน เร่งฉีดควบคุมเพลิงที่ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ลุกลามเป็นวงกว้าง กระทั่งเวลา 04.38 น. เพลิงได้สงบลงแล้ว

เบื้องต้น ประเมินว่าเสียหายไม่เกิน 50 แผง หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของพื้นที่ตลาดทั้งหมดที่มีกว่า 1,500 แผง ประมาณ 30 ไร่

อ่านต่อ

ลุงดวงเฮง โชค 12 ล้านมาหาถึงบ้าน! ถูกรางวัลที่ 1 รวยชั่วพริบตาจากเลขในดวงใจ

ลุงดวงเฮง 60 เป็นเศรษฐีใหม่ถูกรางวัลที่ 1 ประจำงวดนี้ อยู่บ้านเฉยๆ โชค 12 ล้าน ก็มาหาถึงที่

เมื่อวีนที่ (1 กรกฎาคม 63)  นายสุรพงษ์ วงยะมาตย์ อายุ 60 ปี ชาวบ้าน หมู่ 13 ต.นาสี อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู หอบลอตเตอรี่ งวดวันที่ 1 ก.ค. 63 หมายเลข 347258 จำนวน 2 ใบ เข้าแจ้งกับ ร.ต.อ.จักรกฤษณ์ เพชรสว่าง พนักงานสอบสวน สภ.สุวรรณคูหา ให้ลงบันทึกประจำวันว่าตนเองถูกรางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาลงวด 1 ก.ค. 63 หลังลงประจำวันเสร็จก็ร่วมกันบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะรีบกลับบ้านญาติรอฉลองเศรษฐีใหม่กันอยู่

จากนั้นแฟนก็เดินทางไปที่ กทม. กระทั่งวันนี้หวยออกพอตรวจดูแทบหงายหลังตึง เลขในดวงใจให้โชค

อ่านต่อ

ไม่รู้ ลิง หลงมาจากไหน พบตัวเลขอยู่แขนซ้าย 5 ตัว ชาวบ้านเชื่อนำโชคมาให้

ลิง จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพลิงเพศผู้นั่งอยู่ในกรง พร้อมข้อความว่า “รบกวนช่วยกันแชร์ตามหาเจ้าของหน่อยจ้าใครทำน้องลิงหล่นไว้ มารับคืนได้ที่วัดป่าแสงทอง ต.บ่อรัง อ.วิเชียรบุรี เชื่องมาก ไม่ดุ น้องมีเลขประจำตัวติดมากับแขน 9902 ยังไงก็ช่วยกันแชร์ตามหาเจ้าของให้น้องด้วยนะคะ สงสาร ป่านนี้เจ้าของคงจะตามหาแย่ เพราะน้องอาจจะล่วงหล่นตอนรถวิ่งอยู่ก็เป็นไปได้”

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (30 มิถุนายน 63) ได้เดินทางไปตรวจสอบ ที่วัดป่าแสงทอง ตั้งอยู่หมู่ 16 บ้านแสงทอง ต.บ่อรัง อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ พบชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังห้อมล้อมดูลิงเพศผู้ตัวสีน้ำตาลอ่อน ถูกขังอยู่ในกรงขนาดใหญ่

โดย ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ ได้เล่าว่า เมื่อวานก่อนได้มีชาวบ้านเห็นลิงตัวดังกล่าว เดินมาจากไหนไม่รู้ จากนั้นก็เดินเข้าไปในวัดปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคาศาลา ชาวบ้านสงสารจึงได้นำเอาแอปเปิลไปให้กิน ปรากฏว่าลิงตัวดังกล่าวได้ลงมาจากศาลา จากนั้นก็กินแอปเปิลอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อกินเสร็จก็ทำลักษณะก้มกราบ 3 ครั้ง

ชาวบ้านเห็นว่าเป็นลิงแสนรู้ และเกรงว่าอาจจะเกิดอันตราย จึงได้นำลิงตัวดังกล่าวไปไว้ในกรง ฉีดน้ำทำความสะอาด ทำราวสำหรับให้ไต่เล่น พร้อมทั้งหาผลไม้มาให้กิน แต่ที่ชอบที่สุดคือแอปเปิล และด้วยลักษณะท่าทางของลิงที่ไม่ดุร้าย เนื้อตัวและขนดูสะอาด จึงเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านและเด็กๆ

ชาวบ้านที่มามุ่งดู ลิง ตัวดังกล่าว ยังวิพากษ์วิจารณ์กันว่า น่าจะเป็นลิงที่มีเจ้าของ เนื่องจากที่แขนข้างซ้ายด้านในเหนือข้อศอกมีตัวเลข 32099 สีน้ำเงินประทับไว้ และมีตำหนิคือปานสีดำอยู่ที่บริเวณใต้คาง ทำให้หลายๆ คนเดินทางมาดู พร้อมกับนำตัวเลขที่อยู่แขนซ้ายของลิงตัวดังกล่าวไปเสี่ยงโชค เพราะเชื่อว่าการที่จู่ๆ ก็มีลิงโผล่เข้ามาในหมู่บ้าน ไม่น่าจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาแต่อาจจะเป็นลิงที่มาให้โชคก็เป็นได้ และหากไม่มีเจ้าของมารับลิงไป ชาวบ้านกับพระสงฆ์ที่วัดก็พร้อมที่จะช่วยกันเลี้ยงไว้ที่วัดแห่งนี้ต่อไปอย่างแน่นอน

อ่านต่อ

มีไทยด้วยจ้า! อียูเผยชื่อ14 ประเทศปลอดภัยจากโควิด-19 เดินทางเข้า ยุโรป ได้

เมื่อวันที่ (1 กรกฎาคม 63) ปสหภาพ ยุโรป เผยรายชื่อประเทศที่อยู่ในรายการประเทศที่ปลอดภัย ในการเดินทางเข้าสหภาพยุโรป มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ โดยมีประเทศไทยติดโผ แต่ไร้เงาสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศที่มีอัตราผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในระดับสูงตามคาด

สหภาพยุโรป หรือ อียู ไม่ได้ระบุสหรัฐฯ เข้าไปในรายการประเทศที่ปลอดภัย ให้สามารถเดินทางเข้าออกในกลุ่มประเทศได้ ตามรายงานของรอยเตอร์ โดย 27 ประเทศสมาชิกมีมติเมื่อวันอังคาร ให้อนุญาตพลเมืองจาก 14 ประเทศนอกกลุ่มอียู สามารถเดินทางเข้าออกประเทศในกลุ่มได้

14 ประเทศที่อยู่ในรายการประเทศที่ปลอดภัย ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันพุธที่ 1 กรกฎาคมนี้ ได้แก่ อัลจีเรีย ออสเตรเลีย แคนาดา จอร์เจีย ญี่ปุ่น มอนเตเนโกร โมรอคโค นิวซีแลนด์ รวานดา เซอร์เบีย เกาหลีใต้ ไทย ตูนิเซีย และอุรุกวัย ขณะที่จีนยังอยู่ระหว่างการหารือกับอียูในประเด็นดังกล่าว

ขณะที่สหรัฐฯ รัสเซีย บราซิล ตุรกี อยู่ในกลุ่มที่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงเกินมาตรฐานที่อียูกำหนด และต้องรออีก 2 สัปดาห์ในการพิจารณาต่อจากนี้

อ่านต่อ

มีไทยด้วยจ้า อียูเผยชื่อ14 ประเทศปลอดภัยจากโควิด-19 เดินทางเข้า ยุโรป ได้

เมื่อวันที่ (1 กรกฎาคม 63) สหภาพ ยุโรป เผยรายชื่อประเทศที่อยู่ในรายการประเทศที่ปลอดภัย ในการเดินทางเข้าสหภาพยุโรป มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ โดยมีประเทศไทยติดโผ แต่ไร้เงาสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศที่มีอัตราผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในระดับสูงตามคาด

สหภาพยุโรป หรือ อียู ไม่ได้ระบุสหรัฐฯ เข้าไปในรายการประเทศที่ปลอดภัย ให้สามารถเดินทางเข้าออกในกลุ่มประเทศได้ ตามรายงานของรอยเตอร์ โดย 27 ประเทศสมาชิกมีมติเมื่อวันอังคาร ให้อนุญาตพลเมืองจาก 14 ประเทศนอกกลุ่มอียู สามารถเดินทางเข้าออกประเทศในกลุ่มได้

14 ประเทศที่อยู่ในรายการประเทศที่ปลอดภัย ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันพุธที่ 1 กรกฎาคมนี้ ได้แก่ อัลจีเรีย ออสเตรเลีย แคนาดา จอร์เจีย ญี่ปุ่น มอนเตเนโกร โมรอคโค นิวซีแลนด์ รวานดา เซอร์เบีย เกาหลีใต้ ไทย ตูนิเซีย และอุรุกวัย ขณะที่จีนยังอยู่ระหว่างการหารือกับอียูในประเด็นดังกล่าว

ขณะที่สหรัฐฯ รัสเซีย บราซิล ตุรกี อยู่ในกลุ่มที่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงเกินมาตรฐานที่อียูกำหนด และต้องรออีก 2 สัปดาห์ในการพิจารณาต่อจากนี้

อ่านต่อ

ราชกิจจาฯ เผยประกาศ 7 ฉบับ รองรับปลดล็อกเฟส 5 มีผล 1 กรกฎาคม 63 นี้

ราชกิจจาฯ เมื่อวานนี้ (30 มิถุนายน 63) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ 3 ฉบับ ข้อกำหนด 2 ฉบับ และคำสั่ง 2 ฉบับ รวมทั้งหมด 7 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 และการผ่อนคลายมาตรการระยะที่ 5 ซึ่งเป็นกิจการและกิจกรรมเสี่ยงสูง รวมถึงการเปิดภาคเรียนของสถานศึกษา

ทุกฉบับลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป ดังนี้

1. ประกาศ เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 3)

2. ประกาศ เรื่อง การให้ประกาศที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงมีผลใช้บังคับ

3. ประกาศ เรื่อง การให้ข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งที่นายกรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยังคงมีผลใช้บังคับ

4. ข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 11)

5. ข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 12)

อ่านต่อ

ฌอน เคลื่อนไหว จ่อเข้าพบทุกหน่วยงานแจงเรื่องเงินบริจาคดับไฟป่า

เคลื่อนไหว รองผู้การเชียงใหม่เผย “ฌอน” ประสานพร้อมเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ชี้แจงกรณีรับบริจาคช่วยดับไฟป่าดอยสุเทพ แต่ยังไม่ระบุวันเวลา

ความคืบหน้ากรณี “ฌอน บูรณะหิรัญ” ไลฟ์โค้ชชื่อดัง ถูกสังคมตั้งประเด็นสงสัยเกี่ยวกับเรื่องความโปร่งใส เงินรับบริจาคช่วยอาสาสมัครดับไฟป่าดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเรียกร้องให้ ออกมาชี้แจงอย่างละเอียด รวมทั้งเปิดเผยบัญชีรายรับรายจ่ายนั้น

เมื่อวานที่ (30 มิถุนายน 63) พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ล่าสุด ได้รับการประสานจากฌอน ที่เวลานี้เข้าใจว่าอยู่ที่กรุงเทพฯ ว่า พร้อมที่จะเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายอำเภอเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งทางผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับการรับบริจาคเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้กำหนดวันและเวลานัดหมายที่แน่ชัดว่าเป็นเมื่อใด

ในส่วนของการเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ บอกว่า หากมีผู้บริจาคเงิน ที่ คิดว่าตัวเองตกเป็นผู้เสียหายจากการร่วมบริจาค และเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะต้องทำการเรียกตัวมาพบ

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น พบว่ายังไม่มี ผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์แต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังได้รับการตัดพ้อจากฌอนด้วยว่า เพิ่งมาอยู่เมืองไทยได้ไม่นาน จึงไม่เข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติบางอย่าง ทั้งที่ทำด้วยความตั้งใจดี

ด้าน แหล่งข่าวจากที่วาการอำเภอเมืองเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จนถึงล่าสุดยังไม่ได้รับการติดต่อใดๆ จากฌอนเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับบัญชีรายรับรายจ่ายของเงินที่รับบริจาค ซึ่งโทษตามความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเรี่ยไรนั้น ไม่ได้รุนแรงอะไร ส่วนเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ไม่ขอออกความเห็น เพราะคิดว่าสังคมน่าจะบอกแล้ว

อ่านต่อ

พริตตี้สาว ซ้อนวิน แอปดังล้มคว่ำหวิดพิการ จ่าย 5,000 อยากได้เพิ่ม ฟ้องเอา

พริตตี้สาว เรียกใช้บริการจักรยานยนต์จากแอปดัง เกิดอุบัติเหตุจนกระดูกสันหลังยุบ นิ้วหัก ได้เงินชดเชยแค่ 5,000 บาท

เมื่อวานที่ (30 มิถุนายน 63)  ที่สำนักงานทนายความคู่ใจ ถ.แจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี น.ส.วันพร อายุ 45 ปี ได้พาน้องสาวคือ น.ส.นับสิบ หรือ น้องปิ๊ก อายุ 29 ปี เข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายทวงคืนความยุติธรรมในสังคม หลังน.ส.นับสิบ เรียกใช้บริการรถจักรยานยนต์จากแอปพลิเคชั่นดัง แล้วเกิดอุบัติเหตุล้มคว่ำจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ต้องนอนโรงพยาบาลกว่าครึ่งเดือน ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ทางบริษัทกลับเยียวยามาแค่ 5,000 บาท พร้อมไล่ให้ไปฟ้องร้องเอาเอง

น.ส.นับสิบ เปิดเผยว่า ตนเองมีอาชัพเป็น พริตตี้สาว รับงานอีเวนต์สินค้าทั่วไป ทั้งในงานมอเตอร์โชว์ ในห้างสรรพสินค้าและสถานที่ต่างๆ คืนวันที่ 15 มิถุนายน 63 เวลา 19.00 น. ได้ใช้แอปพลิเคชั่นเรียกรถจักรยานยนต์ จากบ้านย่านบางบอนให้ไปส่งที่พุทธมณฑลเพื่อติดต่องาน

ตนเองจึงขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์โดยที่ผู้ขับขี่ไม่มีหมวกกันน็อคให้ผู้โดยสารสวมใส่ ตอนนั้นก็รู้สึกกลัวๆ ถึงความไม่ปลอดภัยแต่มีธุระเร่งด่วนต้องไปติดต่องาน เมื่อรถวิ่งผ่านมาถึงถนนบางบอน 5 หน้าบริษัทสุภาภรณ์พลาสติก จักรยานยนต์ที่ขับด้วยความเร็วเสียหลักพลิกคว่ำกลางถนน ตนเองหัวกระแทกพื้น เจ็บหลัง และข้อเท้าซ้ายมาก นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งมีรถเจ้าหน้าที่มูลนิธิมานำตัวส่ง รพ.บางปะกอก 8

เมื่อถึงโรงพยาบาล แพทย์นำเข้าห้องฉุกเฉินตรวจ รักษาเอกซเรย์พบว่า กระดูกสันหลังยุบ นิ้วซ้ายหัก ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ต้องนอนอยู่โรงพยาบาล 12 วัน และนัดทำกายภาพบำบัด ถ้าจะหายกลับมาเป็นปกติ อย่างเร็วต้อง 2-3 เดือน ทำให้ตนเองขาดรายได้มาจุนเจือครอบครัว เมื่อไปติดต่อบริษัทก็ให้มาแค่ 5,000 บาท และบอกว่าอยากได้มากกว่านี้ต้องฟ้องร้องเอา ตนทำงานได้วันละ 2,000 – 3,000 บาท แต่เขาให้มาแค่นี้ตนคิดว่าไม่ยุติธรรมเลย ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้กับใครอีก ต่อจากนี้คงไม่กล้านั่งรถจักรยานยนต์อีกแล้ว

อ่านต่อ

ด่วน! ครม.เคาะวันหยุดชดเชยสงกรานต์วันแรก 27 ก.ค.นี้ ทำให้หยุดยาว 4 วัน 25-28 ก.ค.

วันนี้ (30 มิถุนายน 63) หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้วันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 63 เป็นวันหยุดราชการพิเศษ เพื่อชดเชยวันหยุดสงกรานต์ 1 วัน ซึ่งจะส่งผลให้มีวันหยุดต่อเนื่อง 4 วันในช่วงเวลาดังกล่าว คือ วันที่ 25-28 ก.ค. 63 เนื่องจากวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทั้งนี้ วันหยุดชดเชยวันสงกรานต์ที่รัฐบาลกำหนดให้ทยอยหยุด มีทั้งหมด 3 วัน โดยวันที่ 27 ก.ค.นี้ เป็นวันแรกที่มีการประกาศ

อ่านต่อ

บุคลากร ทางการแพทย์เผชิญความรุนแรงมากขึ้นในช่วงโควิด-19

บุคลากร ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากบุคลากรทางการแพทย์จะต้องรับบทหนักในการรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังต้องรับมือกับความรุนแรงทั้งจากญาติผู้ป่วยและคนทั่วไป รายงานของ Insecurity Insight ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิจัยเกี่ยวกับความรุนแรงที่มีต่อบุคลากรที่ให้การช่วยเหลือ ระบุว่า ในช่วงโรคระบาดใหญ่นี้ มีรายงานความรุนแรงต่อบุคลากรทางการแพทย์และสถานพยาบาล ที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 ทั่วโลกกว่า 400 กรณี นับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา

Insecurity Insight ได้ติดตามกรณีเกี่ยวกับความรุนแรงต่อ บุคลากร ทางการแพทย์ ซึ่งได้แก่ การข่มขู่ การทำร้ายร่างกาย การจับตัวและกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว และความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง รวมทั้งความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ โดยศึกษาจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และคณะทำงานอย่างฐานข้อมูลความปลอดภัยของบุคลากรด้านการช่วยเหลือ (Aid Worker Security Database) กลุ่มแพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชน (Physicians for Human Rights) และรายงานจากสื่อต่างๆ ทว่าข้อมูลที่ได้เหล่านั้นกลับยังไม่ใช่ข้อมูลที่สมบูรณ์

เลนเนิร์ด รูเบนสไตน์ ประธานความร่วมมือด้านอนามัยการป้องกันและความขัดแย้ง และผู้อำนวยการโครงการสุขภาพ ความขัดแย้ง และสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ในแทบทุกสถานการณ์ การพึ่งพารายงานจากผู้ที่ปฏิบัติงานในสถานพยาบาลมีแนวโน้มที่จะมีตัวเลขรายงานความรุนแรงต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก เนื่องจากบุคลากรเหล่านี้มักจะมีงานยุ่งจนไม่มีเวลาแจ้งความ หรือไม่เห็นประโยชน์ของการสละเวลาไปแจ้งความ

“ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการระบาดใหญ่ เหตุการณ์มากมายปะทุขึ้นจากความกลัวการแพร่กระจายของเชื้อโรค” คริสตินา วิลล์ ผู้ก่อตั้ง Insecurity Insight กล่าว

ในเยเมน สิ่งที่แพทย์ชาวเยเมนต้องเจอในชีวิตจริง คือการข่มขู่ ขู่ฆ่า และความรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่พวกเขารับมือกับโรคโควิด-19 อยู่ในแนวหน้า และอันตรายที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์การก่อความรุนแรงต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 63 ที่ผ่านมา ในเม็กซิโก ผู้หญิง 2 คน ถูกจับกุมตัวจากการทุบตีบุคลากรทางการแพทย์ที่ป้ายรถเมล์ โดยกล่าวหาว่าบุคลากรทางการแพทย์ผู้นั้นติดเชื้อโควิด-19 และทำให้คนอื่นๆ มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไปด้วย นอกจากนี้ แพทย์ พยาบาล พนักงานขับรถพยาบาล เจ้าหน้าที่กาชาด และบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาอื่นๆ ในเม็กซิโก ถูกมองว่าเป็น “ต้นกำเนิดของการติดเชื้อ”

วิลล์กล่าวว่า มาตรการในการควบคุมโรคระบาดใหญ่ก่อให้เกิดเหตุผลใหม่ๆ ในการที่ผู้คนหันมาทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ บางคนที่กลัวการกักตัวอยู่ในสถานที่ของรัฐ ก็พยายามใช้กำลังเพื่อหลบหนีออกมา เช่นในอัฟกานิสถาน ผู้ป่วย 38 คน ที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลนาน 2 สัปดาห์ พากันทุบหน้าต่างและทำร้ายเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล และหลบหนีออกมาก่อนกำหนด นอกจากนี้ ผู้ที่ก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่ในช่วงโควิด-19 ยังเป็นกลุ่มคนในชุมชน ซึ่งไม่เคยเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงในสถานการณ์ปกติ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยเท่านั้นที่ก่อเหตุรุนแรง ในบูร์กินาฟาโซ มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายพนักงานขับรถพยาบาล เนื่องจากฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิวในช่วงโควิด-19

นอกจากนี้ Insecurity Insight ยังระบุว่า ความรุนแรงที่เกิดจากความขัดแย้งที่มีอยู่เดิมก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ถูกทำร้าย

รายาน โคเตเช นักวิจัยจากกลุ่มแพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเน้นการทำงานในพื้นที่ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ระบุว่า กลุ่มของเขาได้บันทึกเหตุการณ์ที่สมาชิกในครอบครัว เพื่อนสนิท หรือเพื่อนร่วมงานของผู้ป่วยทำการกดดัน ข่มขู่ ขู่กรรโชกบุคลากรทางการแพทย์ให้ทำหน้าที่มากกว่านี้ การยกปืนขู่ถือเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ทว่าการใช้อาวุธขนาดเล็กอย่างแพร่หลายในเยเมนเป็นประเด็นสำคัญมานานหลายปี และไม่ใช่เรื่องปกติที่ประชาชนทั่วไปจะถืออาวุธอย่างปืนพก ปืนกล อาวุธอัตโนมัติ

อ่านต่อ