ด่วน! ครม.เคาะวันหยุดชดเชยสงกรานต์วันแรก 27 ก.ค.นี้ ทำให้หยุดยาว 4 วัน 25-28 ก.ค.

วันนี้ (30 มิถุนายน 63) หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้วันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 63 เป็นวันหยุดราชการพิเศษ เพื่อชดเชยวันหยุดสงกรานต์ 1 วัน ซึ่งจะส่งผลให้มีวันหยุดต่อเนื่อง 4 วันในช่วงเวลาดังกล่าว คือ วันที่ 25-28 ก.ค. 63 เนื่องจากวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทั้งนี้ วันหยุดชดเชยวันสงกรานต์ที่รัฐบาลกำหนดให้ทยอยหยุด มีทั้งหมด 3 วัน โดยวันที่ 27 ก.ค.นี้ เป็นวันแรกที่มีการประกาศ

อ่านต่อ

บุคลากร ทางการแพทย์เผชิญความรุนแรงมากขึ้นในช่วงโควิด-19

บุคลากร ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากบุคลากรทางการแพทย์จะต้องรับบทหนักในการรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังต้องรับมือกับความรุนแรงทั้งจากญาติผู้ป่วยและคนทั่วไป รายงานของ Insecurity Insight ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิจัยเกี่ยวกับความรุนแรงที่มีต่อบุคลากรที่ให้การช่วยเหลือ ระบุว่า ในช่วงโรคระบาดใหญ่นี้ มีรายงานความรุนแรงต่อบุคลากรทางการแพทย์และสถานพยาบาล ที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 ทั่วโลกกว่า 400 กรณี นับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา

Insecurity Insight ได้ติดตามกรณีเกี่ยวกับความรุนแรงต่อ บุคลากร ทางการแพทย์ ซึ่งได้แก่ การข่มขู่ การทำร้ายร่างกาย การจับตัวและกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว และความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง รวมทั้งความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ โดยศึกษาจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และคณะทำงานอย่างฐานข้อมูลความปลอดภัยของบุคลากรด้านการช่วยเหลือ (Aid Worker Security Database) กลุ่มแพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชน (Physicians for Human Rights) และรายงานจากสื่อต่างๆ ทว่าข้อมูลที่ได้เหล่านั้นกลับยังไม่ใช่ข้อมูลที่สมบูรณ์

เลนเนิร์ด รูเบนสไตน์ ประธานความร่วมมือด้านอนามัยการป้องกันและความขัดแย้ง และผู้อำนวยการโครงการสุขภาพ ความขัดแย้ง และสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ในแทบทุกสถานการณ์ การพึ่งพารายงานจากผู้ที่ปฏิบัติงานในสถานพยาบาลมีแนวโน้มที่จะมีตัวเลขรายงานความรุนแรงต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก เนื่องจากบุคลากรเหล่านี้มักจะมีงานยุ่งจนไม่มีเวลาแจ้งความ หรือไม่เห็นประโยชน์ของการสละเวลาไปแจ้งความ

“ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการระบาดใหญ่ เหตุการณ์มากมายปะทุขึ้นจากความกลัวการแพร่กระจายของเชื้อโรค” คริสตินา วิลล์ ผู้ก่อตั้ง Insecurity Insight กล่าว

ในเยเมน สิ่งที่แพทย์ชาวเยเมนต้องเจอในชีวิตจริง คือการข่มขู่ ขู่ฆ่า และความรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่พวกเขารับมือกับโรคโควิด-19 อยู่ในแนวหน้า และอันตรายที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์การก่อความรุนแรงต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 63 ที่ผ่านมา ในเม็กซิโก ผู้หญิง 2 คน ถูกจับกุมตัวจากการทุบตีบุคลากรทางการแพทย์ที่ป้ายรถเมล์ โดยกล่าวหาว่าบุคลากรทางการแพทย์ผู้นั้นติดเชื้อโควิด-19 และทำให้คนอื่นๆ มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไปด้วย นอกจากนี้ แพทย์ พยาบาล พนักงานขับรถพยาบาล เจ้าหน้าที่กาชาด และบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาอื่นๆ ในเม็กซิโก ถูกมองว่าเป็น “ต้นกำเนิดของการติดเชื้อ”

วิลล์กล่าวว่า มาตรการในการควบคุมโรคระบาดใหญ่ก่อให้เกิดเหตุผลใหม่ๆ ในการที่ผู้คนหันมาทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ บางคนที่กลัวการกักตัวอยู่ในสถานที่ของรัฐ ก็พยายามใช้กำลังเพื่อหลบหนีออกมา เช่นในอัฟกานิสถาน ผู้ป่วย 38 คน ที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลนาน 2 สัปดาห์ พากันทุบหน้าต่างและทำร้ายเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล และหลบหนีออกมาก่อนกำหนด นอกจากนี้ ผู้ที่ก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่ในช่วงโควิด-19 ยังเป็นกลุ่มคนในชุมชน ซึ่งไม่เคยเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงในสถานการณ์ปกติ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยเท่านั้นที่ก่อเหตุรุนแรง ในบูร์กินาฟาโซ มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายพนักงานขับรถพยาบาล เนื่องจากฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิวในช่วงโควิด-19

นอกจากนี้ Insecurity Insight ยังระบุว่า ความรุนแรงที่เกิดจากความขัดแย้งที่มีอยู่เดิมก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ถูกทำร้าย

รายาน โคเตเช นักวิจัยจากกลุ่มแพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเน้นการทำงานในพื้นที่ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ระบุว่า กลุ่มของเขาได้บันทึกเหตุการณ์ที่สมาชิกในครอบครัว เพื่อนสนิท หรือเพื่อนร่วมงานของผู้ป่วยทำการกดดัน ข่มขู่ ขู่กรรโชกบุคลากรทางการแพทย์ให้ทำหน้าที่มากกว่านี้ การยกปืนขู่ถือเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ทว่าการใช้อาวุธขนาดเล็กอย่างแพร่หลายในเยเมนเป็นประเด็นสำคัญมานานหลายปี และไม่ใช่เรื่องปกติที่ประชาชนทั่วไปจะถืออาวุธอย่างปืนพก ปืนกล อาวุธอัตโนมัติ

อ่านต่อ

“เฟซบุ๊ก” เจ็บหนัก หลังบริษัทยักษ์ใหญ่แห่บอยคอต เหตุไม่แบน Hate Speech

“เฟซบุ๊ก” บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกประกาศยกเลิกการลงโฆษณากับเฟซบุ๊กอย่างต่อเนื่อง เพื่อประท้วงการอนุญาตให้เผยแพร่ข้อความที่สร้างความเกลียดชัง ความรุนแรง และการเหยียดสีผิว หรือเชื้อชาติ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ดังกล่าว โดยวันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน 63 ที่ผ่านมา บริษัทฟอร์ด (Ford) ก็ออกประกาศยกเลิกการลงโฆษณาในเฟซบุ๊ก ซึ่งถือเป็นบริษัทล่าสุดที่ออกมาแสดงจุดยืน หลังจากที่บริษัทสตาร์บัคส์, โคคาโคล่า, ยูนิลิเวอร์ และอีกหลายบริษัทได้ประกาศยกเลิกสัญญาโฆษณากับเฟซบุ๊กไปก่อนหน้านี้ โดยระบุว่า พวกเขาต้องการต่อต้านการแสดงข้อความที่สร้างความเกลียดชัง ขณะที่ บริษัทคลอเร็กซ์ได้ประกาศว่าจะเลิกการลงโฆษณาบนเฟซบุ๊กจนถึงเดือนธันวาคม

เฟซบุ๊กต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ยอมบล็อกหรือลบโพสต์ทางการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กระทั่งมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของบริษัทเฟซบุ๊ก ได้ออกมาประกาศในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมีใจความว่า เฟซบุ๊กจะออกนโยบายแจ้งผู้ใช้เฟซบุ๊ก ในกรณีที่โพสต์นั้นอาจไม่ทำตามกฎการใช้งาน ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชน เช่น Anti-Defamation League, NAACP และ Color of Change ได้เริ่มแคมเปญ #StopHateFroProfit และเรียกร้องให้บริษัทต่าง ๆ ยกเลิกสัญญาโฆษณากับเฟซบุ๊กในช่วงเดือนกรกฎาคม และระบุว่า โซเชียลมีเดียไม่ควรทำเงินได้จากการคลั่งศาสนา การเหยียดสีผิว และความรุนแรง

สำหรับบริษัทเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นเจ้าของอินสตาแกรมด้วย มีรายได้จากการลงโฆษณาเป็นรายได้หลักของบริษัท ซึ่งปีที่แล้ว เฟซบุ๊กมีรายได้จากช่องทางดังกล่าวมากกว่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อ่านต่อ

เคาะแล้ว! “ชาวอเมริกัน” ห้ามเดินทางเข้ากลุ่มประเทศ EU

“ชาวอเมริกัน” สหภาพยุโรป (European Union หรือ EU) ประกาศห้ามผู้เดินทางจากสหรัฐอเมริกา รัสเซีย และอีกหลายประเทศที่ไม่มีการจัดการการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศที่ดีพอ เดินทางเข้ากลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ขณะที่อีกหลายประเทศที่รับมือกับโรค โควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประเทศจีน จะได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ากลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. เป็นต้นไป

ทางการ EU ระบุว่า สหภาพยุโรปวางแผนที่จะห้ามผู้เดินทางจากสหรัฐฯ ต่อไป เนื่องจากการควบคุมและจัดการโรคโควิด-19 ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้สหรัฐฯ มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 36,880 ราย เมื่อวันพุธ ที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ สหรัฐฯ มียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมมากกว่า 2.45 ล้านราย รั้งอันดับ 1 ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก

“ประกาศของสหภาพยุโรปเป็นสิ่งที่น่าผิดหวังมาก และเป็นการก้าวไปในทิศทางที่ผิดพลาด เพราะเราต่างก็หวังที่จะฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจโลกเช่นกัน ดังนั้น นี่จึงเป็นข่าวที่ไม่ดีนัก” Tori Emerson Barnes รองประธานาธิบดีฝ่ายนโยบายสาธารณะ สหรัฐอเมริกา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 ก.ค. นี้ สหภาพยุโรปจะเปิดด่านข้ามพรมแดนเป็นครั้งแรก หลังจากประกาศปิดตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค. 2563 เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 และประเทศที่สามารถเดินทางเข้ากลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปได้ ประกอบด้วย แอลจีเรีย, ออสเตรเลีย, แคนาดา, จอร์เจีย, ญี่ปุ่น, มอนเตเนโกร, โมร็อคโค, นิวซีแลนด์, รวันดา, เซอร์เบีย, เกาหลีใต้, ประเทศไทย, ตูนิเซีย, อุรุกวัย, อันดอร์รา, ซานมารีโน, โมนาโก และ นครรัฐวาติกัน

อ่านต่อ

บิ๊กป้อม เซ็นตั้ง 9 รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐแล้ว ยืนยันไม่รู้จัก-ไม่เคยเห็นหน้า ฌอน

เมื่อวันที่ (30 มิถุนายน 63) บิ๊กป้อม “พล.อ.ประวิตร” เซ็นแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ 9 คนแล้ว ปัดตอบเป็นการสลายขั้วภายใน พร้อมกับยืนยันไม่ได้รู้จักกับนายฌอน บูรณะหิรัญ แต่อย่างใด

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ขณะนี้รายชื่อรองหัวหน้าพรรค 9 คน เรียบร้อยหมดแล้ว ส่วนจะเป็นไปตามข่าวหรือไม่ ยังไม่ได้ดูแต่เซ็นเรียบร้อยแล้ว และบรรยากาศภายในพรรคเรียบร้อยดี พร้อมปฏิเสธตอบเรื่องการตั้ง 9 รองหัวหน้าพรรค จะเป็นการสลายขั้วภายในพรรคหรือไม่ว่า ไม่รู้ว่าขั้วไหน

ส่วนตำแหน่งโฆษกพรรคนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เตรียมไว้แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องบอก ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจจะต้องรอให้มีการเขียนขึ้นใหม่ก่อน แต่จะเน้นในเรื่องเศรษฐกิจฐานรากที่จะต้องดีขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อถามว่าจะต้องประสานงานกับนายสมคิด จาตุพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้งานต่อเนื่องหรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อันนี้เป็นเรื่องของพรรคไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล ขณะที่ผู้ที่จะมานำทีมเศรษฐกิจของพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องการนำทีมเศรษฐกิจ แต่เป็นการเขียนนโยบายซึ่งไม่ใช่ชื่อของนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเหรัญญิกพรรค ที่จะมานำทีม โดยนางนฤมลอยู่ในทีมเขียนนโยบายของพรรคที่มีทีมงานอีกหลายคน

นอกจากนี้ บิ๊กป้อมยังกล่าวถึงการออกมาให้ข่าวของนายอนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ว่าเป็นการพูดเรื่องภายในพรรค ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ต้องแยกแยะ

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงบทบาทของ นายอุตตม สาวนายน อดีตหัวหน้าพรรค และ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตเลขาธิการพรรค แต่ยังคงเป็นสมาชิกพรรคนั้น จะได้มาช่วยงานในส่วนใดว่า ดูก่อนว่าให้ช่วยอะไรในพรรค พร้อมกับปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงกระแสข่าว 4 กุมารจะลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ ส่วนการเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค ตั้งความหวังอนาคตของพรรคหรือยัง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดี อยากให้เศรษฐกิจฐานรากดี

อ่านต่อ

ตำรวจเผย ยังไม่มีประชาชนแจ้งความปมบริจาคช่วยไฟป่า ชี้หากถูกฉ้อโกงแจ้งความได้

ตำรวจเผย วันที่ 28 มิถุนายน 63 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีที่โลกโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์การเปิดรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือไฟป่าในพื้นที่ทางภาคเหนือว่า เบื้องต้น ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีประชาชนหรือผู้ที่ได้รับความเสียหายมาร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน เกี่ยวกับการเปิดรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องไฟป่าแต่อย่างใด

ทั้งนี้หากมีความผิดในลักษณะ ‘ฉ้อโกง’ จะเป็นการกระทำโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามฯ

รอง โฆษก ตร.กล่าวอีกว่า หากมีประชาชนหรือมีผู้ที่รับความเสียหายจากการเปิดรับบริจาค

อ่านต่อ

ที่แท้หลานเจ้าของบ้าน ฆ่า ชายวัย 46 หมกศพในห้องน้ำ อ้างเห็นจะๆ ตอนมีอะไรกับป้า

ตำรวจรวบทันควันมือ ฆ่า โหดชายวัย 46 ปี เพิ่งสึกจากพระ ถูกของมีคมกระหน่ำฟันดับคาห้องน้ำ ที่แท้เป็นหลานเจ้าของบ้านเกิดเหตุ อ้างแค้นฝังใจเคยถูกผู้ตายถ่มน้ำลายใส่แก้วเหล้า และโกรธแทนลุงเห็นผู้ตายแอบเล่นชู้กับป้า จึงถือกระปุกพริกป่นสาดใส่ขณะทั้งคู่มีอะไรกันในห้องน้ำเพื่อให้เจ็บแสบ ก่อนใช้มีดกระหน่ำฟันไม่ยั้ง ลั่น “มันสมควรโดนแล้ว”

ความคืบหน้ากรณี พบศพ นายสงวน อายุ 46 ปี ซึ่งเพิ่งสึกจากการเป็นพระที่วัดแห่งหนึ่งใน ต.สูงเนิน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ได้ประมาณ 1 ปีเศษ ถูก ฆ่า เสียชีวิตในห้องน้ำหลังหนึ่งอย่างโหดเหี้ยม ในสภาพไม่สวมเสื้อ ส่วนกางเกงยีนส์ถูกถอดลงมาบริเวณขาช่วงล่าง มีร่องรอยถูกของมีคมกระหน่ำฟันบริเวณท้ายทอยเป็นแผลฉกรรจ์ ยาวไปจนถึงใบหูด้านซ้ายขาดออกจากกัน ทั้งยังมีแผลที่บริเวณไหล่ แขนซ้าย และตามร่างกายเกือบ 10 แผล เลือดไหลนองพื้น และกระเด็นติดตามฝาผนังห้องน้ำ

ล่าสุด (28 มิถุนายน 63) ตำรวจชุดสืบ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้นำตัว นายเลี่ยม และนางอด สองสามีภรรยาเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุมาสอบปากคำที่โรงพัก ซึ่งจากการเค้นสอบอยู่หลายชั่วโมงสุดท้ายทั้งสองสามีภรรยาจึงยอมเปิดปากว่า คนที่ลงมือก่อเหตุฆ่านายสงวน คือ นายสิทธิศักดิ์ อายุ 44 ปี ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลาน อยู่บ้านหลังติดกัน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการจับกุมตัวนายสิทธิศักดิ์ ได้ที่บ้าน ซึ่งจากการสอบปากคำเบื้องต้น นายสิทธิศักดิ์ ก็ยอมการรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือก่อเหตุฆ่านายสงวนจริง โดยอ้างว่าแค้นฝังใจที่เคยถูกนายสงวนถ่มน้ำลายใส่แก้วเหล้า ประกอบกับโกรธแทนลุงเพราะแอบเห็นผู้ตายเล่นชู้กับป้ามาหลายครั้งแล้ว

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. คืนที่ผ่านมา (27 มิถุนายน 63) ก็เห็นผู้ตายแอบมาหาป้าอีก โดยเห็นทั้งสองพากันเดินเข้าไปในห้องน้ำ ตนจึงถือมีดไปนั่งรอที่โต๊ะข้างห้องน้ำสักพักก็เดินกลับมาเอากระปุกพริกป่นที่บ้านแล้วเดินกลับไปอีกรอบ

จากนั้นตัดสินใจสาดกระปุกพริกป่นเข้าไปในห้องน้ำขณะที่ทั้งสองกำลังมีอะไรกันอยู่ในห้องน้ำ เพื่ออยากให้รู้สึกเจ็บแสบ ทั้งได้ไปบอกลุงซึ่งนอนอยู่บนบ้านให้มาเห็นกับตา จากนั้นลุงก็กระชากแขนป้าขึ้นไปทะเลาะกันบนบ้าน

อ่านต่อ

โคราช พบหินหลักเมือง โบราณอายุพันปีกลางทุ่งนา พบอาถรรพ์ คนลองขุด หลอนต้องว่ายบก

วันที่ 29 มิถุนายน 2563 นครราชสีมา พบหินหลักเมือง  ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ชาวบ้าน บ้านหัวหนอง ตำบลบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ได้พบหินโบราณอายุราว 2,000 ปี กลางทุ่งนา บ้านโนนหินตั้ง ตำบลบัวใหญ่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหินทรายในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เชื่อมโยงแหล่งอารยธรรมปราสาทหินพิมาย ซึ่งก้อนหินดังกล่าวมีความกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร สูงจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร

นายประเสริฐ เงาใส อาจารย์วิทยาลัยการอาชีพบัวใหญ่ บอกว่า หินโบราณที่พบคาดว่า น่าจะเป็นหินหลักเมืองโบราณในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เชื่อมโยงแหล่งอารยธรรมปราสาทหินพิมาย เนื่องจากเป็นหินทราย โดยเคยมีชาวบ้านพยามยามจะมาขุดเอาหินหลักเมืองโบราณนี้ไป แต่พบว่าหินหลักเมืองมีความลึกมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า มีเรื่องแปลกเกิดขึ้นคือ ระหว่างที่ชาวบ้านที่พากันมาขุดก้อนหินก้อนดังกล่าว เกิดมีน้ำท่วมขึ้นมาจากใต้ดิน จนบรรดาชาวบ้านต้องว่ายน้ำอยู่บนบก จนมีชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “ไม่เอาแล้วหินก้อนนี้” จู่ๆ

อ่านต่อ

CDC เตือน “หญิงตั้งครรภ์” มีโอกาสป่วยอาการรุนแรงจากเชื้อโควิด-19

“หญิงตั้งครรภ์” ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐเปิดเผยรายงานในวันศุกร์ (26 มิถุนายน 63) ระบุว่า สตรีมีครรภ์อาจมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเจ็บป่วยอย่างรุนแรงจากโรคโควิด-19
รายงานระบุว่า หญิงมีครรภ์ผิวดำทั้งที่มีและไม่มีเชื้อสายสเปนนั้น ดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการติดเชื้อโควิด-19 ในระหว่างตั้งครรภ์

CDC ระบุว่า เพื่อลดความรุนแรงจากการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคโควิด-19 นั้น สตรีมีครรภ์ควรจะระมัดระวังความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยอย่างรุนแรงจากโรคโควิด-19

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า CDC ได้รับรายงานระหว่างวันที่ 22 มกราคม – 7 มิถุนายน 63 ที่ผ่านมาว่า มีสตรีตั้งครรภ์ 8,207 รายที่ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 9% ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มีข้อมูลว่าอยู่ในสถานะตั้งครรภ์

CDC ระบุว่า เปอร์เซนต์ที่สูงกว่าคาดของผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ตั้งครรภ์นั้น อาจเป็นผลมาจากการที่สตรีตั้งครรภ์ได้รับการตรวจคัดกรองและตรวจพบการติดเชื้อ มากกว่าสตรีที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ หรือการที่สตรีตั้งครรภ์มีการดูแลสุขภาพที่บ่อยครั้งกว่า ซึ่งเพิ่มโอกาสที่จะได้รับการทดสอบหาเชื้อโควิด-19

อ่านต่อ

นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ ร่อนหนังสือแจง “ฌอน” ไม่เคยมาขออนุญาตเรี่ยไรบริจาคช่วยไฟป่า

วานนี้ (28 มิถุนายน 63) “ฌอน” นายสราวุธ วรพงษ์ นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ ลงนามในเอกสารส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กรณีรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือในการดับไฟป่าในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ ของ ฌอน บูรณะหิรัญ ไลฟ์โค้ชชื่อดัง โดยยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้มีการแจ้งขออนุญาตเรี่ยไรเงินต่อทางอำเภอ ตามกฎหมายแต่อย่างใด โดยเอกสารระบุว่า

ตามที่ปรากฏข่าวสารทางสื่อสังคมออนไลน์ กรณี ฌอน บูรณะหิรัญ เปิดรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือในการดับไฟป่าในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2563 จนถึง 1 พฤษภาคม 2563 เป็นจำนวนเงิน 875,741.53 บาท
อำเภอเมืองเชียงใหม่ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า นายฌอน บูรณะหิรัญ มิได้มายื่นขออนุญาตทำการเรี่ยไร ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไรพุทธศักราช 2487 ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ แต่อย่าง

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

ลงชื่อ นายสราวุธ วรพงษ์ นายอำเภอเมืองเชียงใหม่

อ่านต่อ