แนะนำ 7 หนังและซีรีส์น่าดู แนว Sci-fi ทั้งล้ำ ๆ หรือหลอน ๆ

1.THE OA

ซีรีส์น่าดู ขอเปิดมาที่ซีรีส์แนวไซไฟ-เหนือธรรมชาติ เรื่องราวเกิดขึ้นหลังจากที่สาวตาบอดคนนึงกลับมาที่บ้านอีกครั้งหลังจากหายไปนานถึง 7 ปี ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้ตัวเธอเองได้เปลี่ยนไป ตาที่เคยบอดกลับมามองเห็นได้ปกติโดยที่ไม่ได้ผ่านการรักษาหรือปลูกถ่ายอวัยวะใหม่แต่…เธอได้ผ่านการตายมาแล้วหลายครั้ง งงใช่มั้ยล่ะคะ ว่าทำไมถึงตายมาแล้วหลายครั้ง เพราะฉะนั้นก็ต้องมาติดตามดูกันเลยค่ะ (ปล.มี 2 ซีซั่นนะคะ เข้าไปหาดูกันได้)

นักแสดง : บริต มาร์ลิง, เจสัน ไอแซ็กส์, เอมอรี โคเฮน

รูปรวมตัวเอก

2.TRAVELERS

ซีรีส์น่าดู เรื่องราวของกลุ่มนักเดินทางข้ามเวลาที่ย้อนเวลากลับมาในโลกปัจจุบัน เพื่อแก้ไขเหตุการณ์ไม่ให้กระทบเลวร้ายไปถึงโลกอนาคต ซึ่งความเจ๋งของนักเดินทางกลุ่มนี้คือ การใช้กระแสจิตมาเข้าร่างคนที่ตายแล้ว จากนั้นก็ไปทำภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายมาจากโลกในอนาคต

นักแสดง : แม็คเคนซี พอร์ตอร์, อีริค แม็คคอร์แม็ค, เรลลี่ ดอลแมน

Sense8 Netflix เซนเสต รีวิว

3.THE SENSE8

ซีรีส์น่าดู สำหรับใครที่ชอบดูหนังแนว sci-fi แนวเหนือธรรมชาติขอแนะนำ Sense 8 เลยค่ะ เรื่องราวของคนแปลกหน้า 8 คนที่อยู่คนละพื้นที่แต่สามารถสื่อสารกันทางจิตได้ผ่านการสัมผัสทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง ซึ่งเวลาที่คนใดคนหนึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาก็จะสามารถเรียกให้คนที่เหลือมาทำหน้าที่แทนได้ราวกับว่าทั้ง 8 คนนี้ได้รวมอยู่ในคนๆ เดียวกัน (มี 2 ซีซั่นนะคะ)

นักแสดง : ไบรอัน เจ สมิธ, ทัพเพนซ์ มิดเดิลตัน, แบดูนา

In Time ล่าเวลาสุดนรก Now

4.IN TIME

ซีรีส์น่าดู ในยุคที่คนรวย มีอำนาจเงินสามารถซื้อเวลาสำหรับอายุขัยของตนเองจนเป็นอมตะได้ และคนจน ก็สามารถเสนอขายเวลาของตนเองเพื่อแลกกับเงินได้ เมื่อในอนาคตอีกไม่นานข้างหน้า ยีนส์อายุขัยของมนุษย์จะถูกจำกัดเวลา เพื่อป้องกันปัญหาประชากรล้นโลก เวลาชีวิตของทุกคนจะถูกหยุดอยู่ที่ 25 ปี และหลังจากนั้นพวกเขาต้องทำงาน เพื่อหาเงินมาซื้ออายุขัยของตนเองเพิ่มขึ้น “เวลา” กลายเป็นสิ่งที่สามาถซื้อขาย แลกเปลี่ยนกันได้ เช่นเดียวกับที่มนุษย์ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อความหรูหราและสุขสบาย

วิล ซาลาส (จัสติน ทิมเบอร์เลค) ได้พบกับเศรษฐีคนหนึ่ง ซึ่งมีเวลาในชีวิตเหลือมากมาย และเขาถูกยกเวลาในชีวิตให้โดยไม่รู้ตัว และเมื่อเศรษฐีคนดังกล่าวตาย ทำให้เขาถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นคนฆาตกรรมเศรษฐีเพื่อแย่งชิงเวลาชีวิตมา และนั่นเป็นสาเหตุให้เริ่มมีการตรวจพบจากเหล่าผู้ควบคุมเวลา ‘Time Keepers’ ว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัย การไล่ล่าและการหลบหนีระหว่างพวกเขาจึงเกิดขึ้น

Minority Report หน่วยสกัดอาชญากรรม ล่าอนาคต

5.MINORITY REPORT

ซีรีส์น่าดู วอชิงตัน ดีซี ในปี 2054 คดีฆาตกรรมถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น อนาคตเป็นสิ่งมองเห็นได้และผู้ต้องสงสัยถูกลงโทษก่อนการก่ออาชญากรรม ด้วยวิธีการเชื่อมต่ออย่างลึกล้ำของหน่วยงานป้องกันก่อนอาชญากรรมชั้นหัวกะทิ (Pre-Crime) แห่งกระทรวงยุติธรรม หลักฐานในอันที่จะกระทำ ด้วยมโนภาพที่พาดพิงถึงเวลา สถานที่ และรายละเอียดอื่น ๆ

จากการจับตาของระบบ พรี-ค็อกส์ สามสิ่งมีชีวิตผู้หยั่งรู้การกระทำความผิดทั้งปวง โดยไม่เคยผิดพลาด หน่วยงานนี้เป็นระบบสมบูรณ์แบบซึ่งก้าวหน้าที่สุดในการปกป้องอาชญากรรมแห่งชาติ และผู้ที่ทำงานหนักที่สุดคงหนีไม่พ้นหัวหน้าหน่วย จอห์น แอนเดอร์ตัน (ทอม ครูซ) นับเนื่องจากโศกนาฏกรรมในชีวิตของเขา แอนเดอร์ตันทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการรักษาชีวิตผู้คนอีกนับพันจากสิ่งที่เขาเคยประสบมา หกปีที่ผ่านมารวมทั้งการลงคะแนนให้เป็นระบบระดับชาติยิ่งเน้นความเชื่อถือของเขาในการทำงานของหน่วยพรีไครม์

แอนเดอร์ตันไม่เคยตั้งข้อสงสัยในระบบงานนี้แม้แต่น้อย จนกระทั่งตัวเขาเองตกเป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลข 1 ในฐานะหัวหน้าหน่วย แอนเดอร์ตันจะเป็นคนแรกที่ได้เห็นภาพเคลื่อนเข้าสู่ห้องภาพต้องสงสัยในขณะที่ พรี-ค็อกส์ ฝันถึงการฆาตกรรม ภาพนั้นไม่คุ้นตาแม้แต่น้อย ไม่ใช่คนที่เขารู้จัก แต่ในครั้งนี้ หลักฐานของฆาตกรชัดเจนยิ่ง จอห์น แอนเดอร์ตัน กำลงจะฆ่าคนแปลกหน้าในระยะเวลาไม่ถึง 36 ชั่วโมง

เมื่อต้องถูกตามล่าจากหน่วยงานของตนเอง โดยการนำของคู่ปรับ แดนนี่ วิทเวอร์ (โคลิน ฟาร์เรลล์) แอนเดอร์ตันต้องหลบหลีกให้พ้นรัศมีเรดาร์ของเมืองแห่งระบบอัตโนมัติ ที่การเคลื่อนไหวทุกย่างก้าวถูกจับตามอง รถยนต์ที่ขับอยู่อาจถูกบังคับโดยคนอื่น ไม่ว่าจะทำอะไรและจะไปไหน ไม่มีทางซ่อนตัวได้ จึงต้องหนีสถานเดียว

เมื่อไม่มีทางปกป้องตนเองจากข้อกล่าวหาของระบบ จอห์นจึงต้องสืบหาต้นตอของเรื่อง และค้นพบความจริงที่อยู่ภายใต้คำถามซึ่งเขาพยายามขจัดจากความคิดมาตลอดเวลาหกปี เป็นไปได้หรือไม่ที่ พรี-ค็อกส์ จะผิดพลาด?

6.EVENT HORIZON

ได้ข่าวว่า Event Horizon (1997) หนัง Sci-Fi Horror ปลายยุค 90 ของผู้กำกับ พอล WS. แอนเดอร์สัน กำลังจะกลายเป็นซีรีส์ทาง Amazon Prime กำกับโดย อดัม วิงการ์ด (ผู้กำกับ You’re Next, The Guest, Blair Witch, Death Note รีเมค)

เป็นโปรเจคต์ที่น่าสนใจคร้บ แม้หนังจะไม่ได้เป็นหนังที่ฮิตระดับตำนานอะไรปานนั้น แต่ในหมู่มวลของชาวเนิร์ด คนรักหนังไซไฟแล้ว Event Horizon คือหนึ่งในหนังที่สร้างแรงบัลดาลใจที่ตราตรึงในความทรงจำมากๆเลยทีเดียว จนอดตื่นเต้นไม่ได้ที่มันจะคืนชีพอีกครั้ง และไม่รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่ที่หนังจะถูกเอามาทำใหม่ซักวัน ไอเดียมันแข็งแรงจนน่าจะต่อยอดได้มากมายอยู่แล้ว

ทำให้ผมเกิดรู้สึกอยากจะหยิบเอา Event Horizon มาดูอีกทีนึง (ดูซ้ำครั้งสุดท้ายน่าจะ 5-6 ปีมาแล้ว) และก็พูดได้เต็มปากเลยว่า มันคือหนังที่เราสามารถยกให้มันเป็นหนึ่งในหนังคัลท์คลาสสิคได้ และน่าจะเป็นหนังที่ดีที่สุดของ พอล WS แอนเดอร์สัน แล้ว…

Event Horizon เป็นเรื่องของเหล่าลูกเรือของยาน Lewis & Clark ที่มีภารกิจเดินทางไปช่วยเหลือยาน Event Horizon ยานที่ขาดการติดต่อไปถึง 7 ปี และจู่ๆวันหนึ่ง มันก็กลับมาอีกครั้งอย่างไม่ทราบสาเหตุ จึงเป็นหน้าที่ของเหล่าลูกเรือยาน Lewis & Clark ที่ต้องไปถึงตัวยาน Event Horizon เพื่อค้นหาความจริงว่าที่ผ่านมา ยานลำนี้หายไปไหน.. โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีสิ่งที่ดำมืด และน่าสยดสยอง รอพวกเขาอยู่บนยานลำนั้น…

ถ้าว่ากันตรงๆ เรื่องสยองขวัญบนยานอวกาศ ไม่ใช่พล็อตที่แปลกใหม่อะไรเลยในยุคนั้น หนังเองก็ถือเป็นหนึ่งในหนังรุ่นหลานที่เล่าเรื่องตามสูตรเดียวกับ Alien (1979) ของ ริดลีย์ สก็อต เป๊ะ (คิดไปคิดมาก็ตลกดี ที่ในปีเดียวกันกับที่ Event Horizon ฉาย ก็มี Alien: Resurrection หนังเอเลียนภาคที่ 4 ที่โดนแฟนๆสวดยับเยินตอนออกฉาย) การจับเอา อวกาศ กับ สยองขวัญ มาใส่รวมกัน เป็นไอเดียที่หลายคนสนใจ เพราะอวกาศ คือดินแดนที่มืดมิด ไร้ผืนดินให้ยืน ท้องฟ้าอันไร้ขอบเขต ตัวละครถูกทิ้งเอาไว้ให้ลอยคว้างอยู่กลางอวกาศ เป็นสถานการณ์ที่เหมาะมากที่จะเล่าเรื่องระทึกขวัญ

แต่ Event Horizon ก็มาพร้อมกับไอเดียที่แหวกแนว แตกต่างจากหนังสยองขวัญในอวกาศเรื่องอื่นที่เคยทำ จนมันมีจุดเด่นในด้านความสยองของตัวเอง ที่ไม่มีใครเหมือน… หนังไม่มีเอเลียน สัตว์ประหลาด หรืออะไรที่คนคิดว่าจะมีในอวกาศอยู่เลย..

เพราะสิ่งที่ยาน Event Horizon ไปเผชิญมา คือ.. “นรก” อื่นๆ

Alex-Garland-Ex-Machina

7.EX MACHINA

ท่ามกลางหนังแนวเดียวกันนี้ที่ออกมามากมายทั้งที่ดีและเลวร้าย เรื่องนี้กลับโดดเด่นออกมาในหมู่ผู้ชมไซไฟสายฮาร์ด แม้หน้าปกหนังจะดูไม่ต่างจากหนังแนวเดียวกันเรื่องอื่นๆก็ตาม จนน่าสนใจว่าหนังมันยังเหลืออะไรให้แตกต่างจากหนังปรัชญาไซไฟมนุษย์สร้างสิ่งมีชีวิตเทียมเรื่องอื่นๆ แล้วผลการพิสูจน์ก็คือคำอุทานว่า บร๊ะเจ้า!!

นี่นับเป็นหนังเรื่องแรกในฐานะผู้กำกับของ นักเขียนบทชาวอังกฤษ Alex Garland ที่เคยฝากผลงานไว้ในหนังของ ผกก. Danny Boyle อย่าง 28 Days Later (2002) และ Sunshine (2007) และอาจจะนับรวมไปถึงนิยายต้นทางของหนังอย่าง The Beach (2000) ด้วยก็ได้ นับว่าผู้ชายที่เข้าตา ผกก.อัจฉริยะอย่างบอยล์คนนี้ ต้องมีของอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

แล้วหนังไซไฟเรื่องแรกที่เขาทั้งกำกับและเขียนบท แม้พล็อตจะไม่ได้ใหม่อะไรเลยเรื่องนี้ แต่กลับเป็นบทพิสูจน์ความเจ๋งของเขาได้มากมายนัก

หนังว่าด้วยเรื่องราวของ เคเลบ (Caleb) พนักงานเขียนโค้ดโปรแกรมในบริษัทเซิร์ชเอนจิ้นที่ใหญ่สุดในโลกอย่าง Blue Book (อารมณ์ประมาณ บริษัทกูเกิ้ล) ได้รับการสุ่มเลือกให้รับรางวัลพิเศษได้เข้าพบซีอีโอบริษัทอย่าง นาธาน (Nathan) ณ ที่พักสุดไฮเทคกลางธรรมชาติห่างไกลผู้คน เพื่อเข้าเป็นผู้ทำการทดสอบปัญญาประดิษฐ์นามว่า เอวา (Ava) ด้วยการทดสอบทัวริง (Turing test) ที่ใช้แนวคิดว่าหากมนุษย์ทำการปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์โดยที่เขาหลงคิดว่ากำลังปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จริงๆอยู่แล้วนั้น จึงถือว่าคอมพิวเตอร์นั้นได้สอบผ่านการเป็นปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอสำเร็จแล้ว ซึ่งจะกลายเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าของมนุษย์เลยทีเดียว

ตัวละครทั้งเรื่องจึงจะมีเพียง เคเลบ นาธาน เอวา เป็นหลัก โดยมีสาวใช้ชาวญี่ปุ่นนาม เคียวโกะ เป็นตัวประกอบเสริมเท่านั้น

ความเด่นของเรื่องเลยคือพล็อตธรรมดาแต่บทเทพมาก เรียกว่าอเล็กซ์ทำการบ้านในงานไซไฟมาดีมากทีเดียว บทสนทนาระหว่างเคเลบ กับ นาธาน หลายครั้งต้องกลับมานั่งฟังซ้ำเพื่อให้เข้าใจถ่องแท้เลยทีเดียวเพราะมันมีความเป็นปรัชญาและเฉียบคมในการโต้ตอบแบบน่าทึ่ง ที่สำคัญมันสมจริงถึงขนาดว่าอาจเกิดขึ้นได้จริงๆ ทีเดียว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *