พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ศาลอนุมัติหมายจับมือปืนยิงในม็อบ ยันขัดแย้งส่วนตัวของกลุ่มการ์ด ไม่เกี่ยวการเมือง

พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วย พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น., พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบช.น. ร่วมแถลงข่าวกรณีเกิดเหตุยิงกันหลังยุติการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ แยกรัชโยธิน (SCB) มีผู้บาดเจ็บจำนวน 2 ราย หลังมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงกรณีดังกล่าว โดยในการแถลงข่าวได้มีแสดงชาร์ตเหตุการณ์และเปิดคลิปวิดีโอหลักฐานให้สื่อมวลชนดูด้วย

พล.ต.ท.ภัคพงษ์ กล่าวว่า เหตุดังกล่าวมีผู้บาดเจ็บจากอาวุธปืนและจากการถูกทำร้าย รวม 2 คน ยืนยันว่าทั้งสองรายอยู่ในพื้นที่การชุมนุมและทำหน้าที่เป็นการ์ดรักษาความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุม โดยสาเหตุเบื้องต้นเกิดจากความโกรธแค้นส่วนตัว

ด้าน พล.ต.ต.จิรพัฒน์ กล่าวลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เหตุเกิดช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. มีสื่อมวลชน แถลงข่าวบริเวณหน้าอเวนิว ตรงข้าม SCB ระหว่างนั้น ผู้ก่อเหตุเดินผ่านกล้อง 3 คน ซึ่งทั้ง 3 คน ได้ทะเลาะชกต่อยกับอีกกลุ่มที่อยู่ใกล้กัน โดยคนที่สวมหมวกกันน็อคสีขาว ชกต่อยกับกลุ่มคนอีกกลุ่มทำให้เพื่อนที่อยู่ใกล้ราว 10 คน กรูเข้ามาทำร้าย จากนั้นคนที่สวมหมวกกันน็อคได้ขว้างวัตถุชนิดหนึ่งออกไปทำให้เกิดเสียงและมีกลุ่มควัน ก่อนที่ทั้งสามคนจะวิ่งหลบหนีออกไปทางแยกรัชโยธิน ระหว่างนั้นกลุ่มที่ถูกชกต่อยก็วิ่งไล่ติดตามไป ห่างจากจุดปาวัตถุระเบิดประมาณ 50 เมตร มีผู้ชายสวมฮู้ดแขนยาวสีเข้ม นุ่งกางเกงสีอ่อนขาสั้น วิ่งนำข้างหน้าและใช้อาวุธปืนยิงออกมา 4 นัด โดยหันปืนมาทางกลุ่มที่วิ่งไล่ตาม คนที่ถูกยิงได้ล้มลง ส่วนคนที่ยิงได้วิ่งหลบหนี แต่ถูกประชาชนช่วยจับไว้ได้

สำหรับอาวุธปืนพกลูกโม่ ยี่ห้อ สมิธแอนด์เวสสัน ตกในที่เกิดเหตุ พบบรรจุกระสุน 5 นัด ยังไม่ได้ยิงอีก1นัด ตรงกับพยานในที่เกิดเหตุที่บอกว่าได้ยินเสียงปืนดัง 4 นัด โดยฝ่ายสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเป็นที่เพียงพอและขออนุมัติศาลออกหมายจับเรียบร้อยและตัวผู้ต้องหาอยู่ รพ. โดย นายภาสพงศ์ กุลอมรกานค์ ผู้ใช้อาวุธปืนยิง ศาลอาญาออกหมายจับในความผิด พยายามฆ่าผู้อื่น , มีอาวุธและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต,พาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร พร้อมยืนยันว่าเหตุที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับเหตุยิงกันที่แยกเกียกกายแต่อย่างใด

ด้าน พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา กล่าวว่า คนเจ็บยังรักษาตัวอยู่ยังให้ปากคำไม่ได้ แต่ยืนยันว่าทั้งสองกลุ่มมาทำหน้าที่การ์ดรักษาความปลอดภัย จากการรวบรวมหลักฐานเป็นเหตุความขัดแย้งของ 2 กลุ่ม ไม่ได้เป็นเรื่องอื่น ยืนยันว่าตำรวจดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ส่วนมาตรการดูแลการชุมนุมหลังจากนี้ ตำรวจย้ำเสมอว่าการชุมนุมทำได้แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ที่ผ่านมาตำรวจได้พยายามกำหนดขอบเขตพื้นการชุมนุม เพื่อให้กระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด เหตุที่เกิดขึ้นตำรวจเข้าพื้นที่ไม่ได้ เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมบอกว่าจะดูแลเอง หากตำรวจเข้าไปก็จะถูกผลักดันออกมา ยืนยันหากผู้ชุมนุมประสานขอให้ตำรวจเข้าไปช่วยดูแลก็พร้อมจัดกำลังไปดูแลความปลอดภัยให้อยู่แล้ว เพราะมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง

สนับสนุนโดย ufabet24

ดอน สอนมวย ทูตนอกแถว ลั่นแม้ไม่ได้เป็นข้าราชการแล้ว แต่โดยมารยาท-วินัย ไม่ควรทำ!

ดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่อดีตเอกอัครราชทูต (ในนามของ ทูตนอกแถว) แสดงความคิดเห็นต่อการชุมนุมและเป็นที่จับตาของฝ่ายความมั่นคงนั้น นายดอน ระบุว่า รู้จักกันดี แต่ไม่ขอแสดงความคิดเห็นที่เป็นเรื่องตัวบุคคล หากแสดงความคิดเห็นมากไปคงไม่เหมาะสม และขึ้นอยู่กับฝ่ายความมั่นคง

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่หากมีการนำข้อมูลของกระทรวงมาเปิดเผย นายดอน กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าตัวไม่ได้อยู่ในกระทรวงแล้ว ตามมารยาทและวินัยแม้จะไม่ใช่ข้าราชการปกติ ก็ไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำ เพราะสิ่งที่พูดไม่มีใครรับรองได้ว่าถูกหรือไม่ เชื่อว่าหากทูตคนดังกล่าวอยู่ในไทยนานกว่านี้ก็คงเห็นภาพใหญ่ของประเทศไทยได้ชัดขึ้น อาจจะมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป

ทั้งนี้ สื่อมวลชนถามถึงกรณีที่รัฐบาลประกาศใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตรา รวมถึงมาตรา 112 ซึ่งผู้ชุมนุมมองว่าขัดกับหลักสากล นายดอน ตอบว่า เป็นไปตามกฎหมาย ขณะที่นักข่าวถามเพิ่มเติมว่าท่าทีของต่างชาติมีการกดดันประเทศไทยหรือไม่เกี่ยวกับการชุมนุม นายดอน ระบุว่า ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไร แต่โดยรวมคงไม่อยากเห็นความวุ่นวายในบ้านเมืองใดก็ตาม เพราะท่ามกลางการระบาดของ โควิด-19 ก็เป็นปัญหามากอยู่แล้ว และไม่ได้คิดว่าจะมีปัญหาอื่นตามมา อีกทั้งไม่อยากให้เกิดสถานการณ์การชุมนุมกับบ้านเมืองใด

นายดอน ยังระบุอีกด้วยว่า ไม่มีต่างชาติแสดงความห่วงใยต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ท่ามกลางสถานการณ์การชุมนุม ซึ่งส่วนใหญ่พบปะกันผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์เพื่อพูดคุยหัวข้อต่างๆ และไม่มีใครพูด หรือถามถึงเรื่องนี้ แต่หากมีก็เป็นเพียงการเปรียบเทียบสถานการณ์ ซึ่งในต่างประเทศนั้นรุนแรงกว่า เขาไม่ได้กังวลต่อสถานการณ์ของประเทศไทย และตนหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นในเมืองไทย

โดย นายดอน ย้ำว่า ยังไม่มีประเทศใดห้ามประชาชนเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพราะขณะนี้เดินทางลำบากเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

นายดอน ยังระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเคลื่อนไหวขอยื่นลี้ภัย แต่ถ้าหากมีก็คงไม่ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ และตนไม่ได้รับรายงานข่าวใดมีเพียงข่าวในโซเชียลมีเดีย และทางกระทรวงก็ไม่ได้ติดตามเพราะข่าวในโซเชียลต้องนำมาหาร เนื่องจากไม่รู้ว่าอะไรเป็นของจริง

ส่วนรายงานถึงบุคคลที่อยู่ต่างประเทศที่อาจจะอยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวในไทยนั้น นายดอน ชี้ว่า มีการพูดถึงในโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว และคงได้เห็นข้อมูลชุดเดียวกัน แต่ข้อสำคัญคือเมืองไทยมีความสันติ สงบร่มเย็นมาเป็นเวลานาน ซึ่งต้องถามกลับว่าใครพอใจในสถานการณ์เช่นนี้บ้าง ตนคิดว่าไม่น่าจะมีใครพอใจเพราะกระทบเรื่องการทำมาหากิน ความอยู่เย็นเป็นสุขขาดหายไป ไม่เหมือนเดิม ซึ่งต่างชาติที่มาเมืองไทยอยากให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว ซึ่งก็เป็นความหวังของเขา แต่ขึ้นอยู่กับคนไทยที่จะช่วยกัน อีกทั้งนักการทูตหลายประเทศยังระบุว่าเมืองไทยเป็นเป้าหมายสำคัญที่อยากมาอยู่ จึงสะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมาเมืองไทยเป็นสถานที่ที่หลายคนปรารถนา มีปัจจัยที่ครบถ้วน

สนับสนุนโดย ufabet24

ทราย เจริญปุระ ตอบดราม่ารายจ่ายม็อบ ซื้อของไร้สาระ-ไม่มีเสื้อเกราะกันกระสุนให้การ์ด

ทราย เจริญปุระ ขอพูดรอบสุดท้าย หลังโซเชียลจี้ให้แจงรายจ่าย เผยกฎหมายห้ามซื้อเสื้อกันกระสุนเอง

โลกโซเชียลมีเดียมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการซื้ออุปกรณ์ป้องกันให้กับกลุ่มการ์ด หลังจากมีการ์ดอาชีวะถูกยิงในม็อบ #25พฤศจิกาไปSCB แต่มีการนำเงินไปซื้อสิ่งของที่ไม่เป็นประโยชน์ จนทำให้แฮชแท็ก #แจงรายจ่ายม็อบด้วยจ้า พุ่งติดเทรนด์ทวิตเตอร์

จากกรณีดังกล่าว ทราย เจริญปุระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า “รอบสุดท้ายแล้วจริงๆที่จะพูดเรื่องการซัพพอร์ตต่างๆที่ได้รับ คือเป็ดน้อยวันนี้ซื้อมาใช้กับหมายเดิมคือ สนง.ทรัพย์ฯ เพื่อลดความรุนแรงในกรณีเกิดเหตุแบบวันที่ 17 อีก ทางเราซื้อโล่ เสื้อเกราะไม่ได้นะคะ เป็นยุทธภัณฑ์ มีข้อห้ามทางการ นอกจากประกอบเอง เสื้อกันกระสุนที่ทางการอนุญาตให้ครอบครอง จะเป็นเกรดแบบถูกยิงทะลุได้ เงินที่ซัพมา เราดูจากแต่ละงานเป็นหลัก ว่าจะไปลงที่เซฟตี้/ข้าว หรืออุปกรณ์ตามความเหมาะสมแต่ละครั้ง อย่างหมวกเซฟสีขาวนี่คือเงินซัพฯ แต่กิ๊บเป็ดติดหมวก คือเงินส่วนตัวเรา แยกกันแบบนี้ค่ะ

ทราย ระบุต่อว่า อย่างวันนี้เป็ดคือซื้อเพิ่มเติมส่วนนึงเพราะเห็นแล้วว่าช่วยได้เยอะมากๆหากมีการสลายการชุมนุม ยูนิคอร์น ฟลามิงโก เอเลี่ยน คือมีคนส่งมาให้ เราก็ขนไปหน้างานให้คนส่งได้เห็นของว่าถึงมือกันจริงๆ พอน้องรุ้งเห็นก็อยากได้ยูนิคอร์น กวิ้นชอบฟลามิงโก้ เอเลี่ยนมีคนช่วยส่งมาเพื่อบอกว่าม็อบไม่มีท่อน้ำเลี้ยงต่างชาติ มีแต่ต่างดาวค่ะ

“ลูกเล่นบางอย่างเช่นไก่โอ๊ก จัดให้ตามที่แกนนำขอเพื่อใช้ประกอบการสื่อสารในประเด็นของแต่ละวัน ซึ่งถ้าหาได้ก็จะหาให้ ถ้าไม่ได้หรือมีใครไม่เห็นด้วย ก็ไม่จัดหาค่ะ งานป้าย งานขนของอันใหญ่ๆคือเงินซัพ งานดูแลจุกจิกจิปาถะต่างๆ เป็นเงินเราเอง คนเจ็บ เรากับพี่บุ๊งดูแลตลอด ทั้งค่ารักษาและเงินเยียวยาครอบครัว ซึ่งมากน้อยต่างกันไปในแต่ละเคส ในแต่ละอาการต่างกันออกไปค่ะ ส่วนที่หลายๆ คนช่วยส่งกันมาเป็นข้าวของอุปกรณ์ต่างๆ เรากระจายให้กับทุกการชุมนุม เพราะเราดูแลเกือบครบทุกๆการชุมนุม ไม่ได้แยกสายเหมือนทีมจัดค่ะ”

ทราย ระบุอีกว่า “เราไม่ได้คิดจะมาทำอะไรแบบนี้ ไม่ได้คิดว่าจะเลยเถิดกันมาขนาดนี้ ตำรวจตามอยู่แล้ว ซึ่งเราก็ใช้วิธียืนยันว่าเราไม่รู้ว่าใครโอน เราไม่อนุญาตให้จนท.ตรวจสอบที่มา นี่เป็นบัญชีส่วนตัว คุณทำไม่ได้ เพราะหลายคนบอกไม่ได้ว่าโอนมา ถ้าเราแจงรายจ่าย เราต้องแจงที่มารายรับทั้งหมดด้วยค่ะ

แต่ที่สุดถ้าจะต้องการให้แจงบัญชีงานซัพต่อๆไปของม็อบ เราจะหานักบัญชีมาเปิดและให้เค้าจัดการไปเลยค่ะ จะตรวจสอบได้มากกว่า โดยเราจะโอนเงินที่ยังมีอยู่ทั้งหมดลงบัญชีใหม่นี้ไป และให้ติดต่อสอบถามกันโดยตรง ไม่ผ่านเราค่ะ เพราะงานจิปาถะมันไม่จบ ไม่สามารถปิดเป็นรอบๆได้ เพราะวันนี้ต่อให้ม็อบเริ่มแล้วก็ยังมีคชจ.ต้องจัดการ ยังไม่ทันสรุปของการชุมนุมนี้ ของวันพรุ่งนี้ก็มารออีกแล้ว เพราะทีมซัพมีแค่ทีมเรา ทีมผู้จัดเค้าเวียนกันหลายทีมค่ะ”

สนับสนุนโดย ufabet24

หมอทศพร เผยอาการ “การ์ดอาชีวะ” ถูกยิงสาหัสกลางม็อบ กระสุนทะลุลำไส้ฝังใน

“การ์ดอาชีวะ” ในช่วงท้ายของการยุติการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้น เมื่อมีเสียงเหมือนระเบิดเกิดขึ้น 1 ครั้ง และตามมาด้วยเสียงปืนอีก 4 นัด ที่หน้าร้านแมคโดนัลด์ อเวนิว รัชโยธิน ต่อมาพบว่ามีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 1 คน และกลุ่มการ์ดได้จับตัวผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าจะเป็นผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงไว้ได้ 1 คน ทั้งสองถูกนำส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา เมื่อตรวจสอบที่เกิดเหตุพบหัวกระสุนปืนไม่ทราบขนาดตกอยู่ในที่เกิดเหตุ 1 นัด

ในเวลาต่อมา ช่อง 3 รายงานว่า มีตัวแทนการ์ดผู้ชุมนุมปฏิเสธว่า สาเหตุไม่ได้มาจากการก่อเหตุของนักเรียนอาชีวะคู่อริต่างสถาบัน เพราะก่อนการรวมตัวชุมนุมมีการตกลงกันแล้วว่าจะไม่มีการแบ่งแยกสถาบัน ทุกสถาบันต้องรวมกันเป็นหนึ่ง และมั่นใจว่าสามารถควบคุมพฤติกรรมของการ์ดอาชีวะได้ อีกทั้งยังยึดมั่นอุดมการณ์ว่าจะชุมนุมด้วยความสงบ หลีกเลี่ยงการปะทะกับกลุ่มความเห็นต่างทุกกรณี และมั่นใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากการป่วนของมือที่สาม

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ หรือ หมอทศพร อดีต ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงอาการคนเจ็บระบุว่าสาหัส ตรวจสอบบาดแผลพบรูกระสุนปืนเข้าที่ท้องน้อย แพทย์นำเข้าตรวจ CT สแกน แล้วพบฝังอยู่เกือบทะลุหลัง จึงรีบทำการรักษาด้วยการผ่าตัดโดยด่วน เพราะกระสุนทะลุลำไส้ มีเลือดออกอยู่ในช่องท้อง โดยทาง นพ.ทศพร ได้เข้าติดตามอาการในห้องผ่าตัดอย่างใกล้ชิด

ล่าสุดเวลา 07.08 น. นพ.ทศพร เสรีรักษ์ โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @TSererak ระบุว่า การผ่าตัดเรียบร้อยดี ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง น้องปลอดภัยแล้วครับ

สนับสนุนโดย ufabet24

ศบค.เผยวันนี้พบผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่ม 4 ราย เดินทางมาจากต่างประเทศทั้งหมด

ศบค.ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รายงานถึงสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ว่า

ล่าสุด สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ โควิด-19 ในไทยวันนี้ (25 พฤศจิกายน 63) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 4 ราย

ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศและเข้า State Quarantine ดังนี้

  • อินเดีย 1 ราย
  • โมซัมบิก 1 ราย
  • ฟิลิปปินส์ 1 ราย
  • รัสเซีย 1 ราย

ส่งผลให้ผู้ป่วยติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 3,926 ราย หายป่วยแล้ว 3,780 ราย โดยยังมีผู้ป่วยที่รักษาอาการอยู่ 86 คน ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม มีผู้เสียชีวิตรวม 60 ราย

สนับสนุนโดย ufabet24

วิญญาณ “เสี่ยเต้ย” สุดเฮี้ยน! ชกซี่โครงพี่ชายหลายครั้ง ขณะงีบหลับบนโซฟาตัวโปรด

พี่ชาย “เสี่ยเต้ย” เล่านาทีขนลุกขณะงีบหลับบนโซฟา ถูกวิญญาณน้องชายอำจนตื่น ด้าน สาวคนสนิทเผยลางสังหรณ์ นกแสกบินชนรถอย่างแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (24 พฤศจิกายน 63)  ที่บ้านหลังหนึ่ง ม.4 บ้านคำบอน ต.หนองแสง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี เป็นที่จัดงานศพ นายสมภาร สุรัญกุล อายุ 41 ปี หรือ เสี่ยเต้ย อดีตสามี นางวรรณลี ปัญญาใส อายุ 48 ปี หรือ เจ๊อ๋อ 90 ล้าน ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ 5 ที่บรรยากาศเป็นไปด้วยเรียบง่าย และมีเสียงเพลงจากรถเครื่องขยายเสียงที่จอดอยู่บริเวณหน้าบ้านเปิดเพลงของ ก๊อท จักรพันธ์ นักร้องเพลงลูกทุ่งลูกครึ่งชื่อดังหน้าตาฝรั่ง ที่เมื่อครั้งเสี่ยเต้ยยังมีชีวิตจะชอบฟังและร้องมากว่านักร้องลุกทุ่งคนอื่นๆ โดยเฉพาะเพลงต้องมีสักวัน

ขณะที่ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงที่รักใคร่ รวมทั้งคนในหมู่บ้าน ทยอยมาน่วมงานสวดอภิธรรมในคืนสุดท้าย ขณะที่แม่ครัวช่วยกันหุงหาอาหารไว้คอยเลี้ยงแขกและเจ้าภาพที่มาร่วมงาน และมีเรื่องชวนขนลุก วิญญาณเสี่ยเต้ยมาอำพี่ชายขณะนอนหลับอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นของเสี่ยเต้ย

นายสนอง สุรัญกุล พี่ชายของเสี่ยเต้ย เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา (23 พ.ย.) เวลาประมาณ 22.00 น. หลังจากพระสวดอภิธรรมแล้วเสร็จ แต่แขกที่มาร่วมงานยังพอมี ในขณะที่ตนรู้สึกอ่อนเพลีย จากการต้อนรับแขกและส่งแขกในงาน ได้เข้าไปนอนพักผ่อนบนโซฟาในห้องนั่งเล่นบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งเป็นที่น้องชายชอบมานอนพักผ่อนในช่วงกลางวันประจำทุกวัน

โดยตนนอนในลักษณะคว่ำหน้า และเผลอหลับไป แบบครึ่งหลับครึ่งตื่น รู้สึกเหมือนมีคนมาชกที่บริเวณชายโครงหลายครั้งจนสะดุ้งตื่น รู้สึกตัวอีกทีก็ไม่สามารถขยับเขยื่อนตัวได้ คล้ายกับโดนผีอำ ได้แต่ร้องบอกให้ไปๆ และพยายามดิ้นรนลุกขึ้น สักพักอาการดังกล่าวก็หายไป

พอได้สติก็มานั่งคิดทบทวนว่า ตนเองคงโดนวิญญาณน้องชายมาอำ หรือโดนผีอำ เพราะเป็นที่ของเขาใช้นอนอยู่เป็นประจำ และเชื่อว่าน้องชายคงหวงที่นอน และไม่รู้ว่าเป็นใครมาโซฟาของตนเอง เนื่องจากตนนอนคว่ำหน้า จากนั้นตนจึงมาจุดธูปหน้าโลงศพน้องชาย เพื่อบอกกล่าวว่าอย่าได้ห่วงหวงทรัพย์สินอะไรอีก และนอนหลับให้สบายอย่ามาเป็นทุกข์กับเรื่องนี้อีกเลย เพราะว่าน้องเป็นทุกข์มามากพอแล้ว

ส่วนเรื่องมรดกของน้องชาย ในฐานะผู้จัดการมรดก ไม่ว่าผลพินัยกรรมจะออกมาเป็นอย่างไร ตนและญาติพี่น้องก็จะยอมรับ และทำตามที่น้องได้ทำเก็บรักษาไว้ในตู้เซฟของธนาคาร

สนับสนุนโดย ufabet24

สถานการณ์ การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลกในปี 2020 ทำให้เห็นชัดมากขึ้น

สถานการณ์ การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลกในปี 2020 ทำให้เห็นชัดมากขึ้นว่าหากโลกปราศจากวิทยาศาสตร์จะเป็นอย่างไร เราจะมาพิจารณาถึงบทบาทของเทคโนโลยีที่ตอบสนองกับการแพร่ระบาดครั้งนี้ จากตัวอย่างของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ที่ได้นำเทคโนโลยียุคใหม่เข้ามาใช้อย่างรวดเร็ว เช่น แอปพลิเคชันที่ติดตามผู้ติดเชื้อ และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพแบบเสมือนจริง (Virtual health consultations) เพื่อเข้าถึงสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน

จากเรื่องที่กล่าวไปข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาสอดคล้องกันกับผลวิจัยของดัชนีชี้วัดทางวิทยาศาสตร์ประจำปีครั้งที่ 2 จัดทำขึ้นโดย 3เอ็ม (State of Science Index (SOSI) by 3M) ที่เรียกว่า Pandemic Pulse ในปี 2563 ในระหว่างกรกฎาคม – สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดมาเป็นเวลา 6 เดือน

สถานการณ์ จากผลการวิจัยหลังจากที่เกิดโควิด-19 89% ของผู้ตอบแบบสอบถามให้ความเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ 86% เชื่อมั่นในตัวนักวิทยาศาสตร์มากขึ้น และ 77% มีแนวโน้มที่เห็นตรงกันว่าวิทยาศาสตร์ต้องการเงินทุนที่สูงขึ้นเพื่อนำไปใช้วิจัยและพัฒนา ยิ่งไปกว่านั้น 92% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกเชื่อว่าการดำเนินการใด ๆ ก็ตาม ควรต้องเป็นไปตามหลักของวิทยาศาสตร์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ข้อมูลดังกล่าวเป็นการชี้ให้เห็นว่าคนทั่วโลกยังเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่วิทยาศาสตร์ได้รับการยกย่องไปทั่วโลกและคนเห็นถึงความเกี่ยวพันของวิทยาศาตร์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา

วิทยาศาสตร์สร้างซุปเปอร์ฮีโร่คนใหม่

จากโลกที่เคยเริ่มกังขาในวิทยาศาสตร์มากขึ้น ดูเหมือนว่าจะพลิกกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อีกครั้ง จากข้อมูลของ SOSI นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี พบว่ามีเพียง 28%* ที่คนไม่เชื่อในวิทยาศาสตร์ (ซึ่งลดลงถึง 7 คะแนน ในช่วงเวลาที่น้อยกว่าหนึ่งปี) เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของ SOSI กับเทรนด์ที่โดดเด่นเช่นนี้

ผู้คนทั่วโลกเริ่มมุ่งหน้าหาบุคลากรทางการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ในฐานะซุปเปอร์ฮีโร่คนใหม่ของสังคม ซึ่งรวมถึง 3 ฮีโร่ผู้กล้า อย่างผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ ได้แก่ ดร. โฟซี (Dr. Fauci) จากสหรัฐอเมริกา, ดร. แอชลีย์ บลูมฟิลด์ (Dr. Ashley Bloomfield) จากนิวซีแลนด์ และ ดร. นัวร์ ไฮเชม อับดุลลา (Dr. Noor Hisham Abdullah) จากมาเลเซีย ซึ่งพวกเขาเหล่านี้เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่สวมชุม PPE แทนผ้าคลุมเท่ ๆ โดยมาพร้อมพลังพิเศษในการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่ได้รับการสนับสนุนจากวิทยาศาสตร์

สนับสนุนโดย ufabet24

เปิดใจ สาวชูป้าย “หนูถูกครูอนาจาร” กลางม็อบนักเรียนเลว

เปิดมุมมองอีกด้าน ปัญหาการถูกล่วงละเมิดในโรงเรียน ผ่านสายตาของสาวชูป้าย “หนูถูกครูอนาจาร” โรงเรียนไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย” กลางม็อบนักเรียนเลว 21 พฤศจิกายน

หลังจากม็อบ 21 พฤศจิกายน ของนักเรียนเลว ที่ผ่านมา และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลเป็นวงกว้าง เกี่ยวกับน้องนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่มีการถือป้ายระบุข้อความว่า “หนูถูกครูอนาจาร” โรงเรียนไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย”

ล่าสุด วันนี้ (23 พ.ย.63) อีจันมีโอกาสได้พูดคุยกับน้องหมวย (นามสมมติ) วัย 20 ปี นักศึกษาชั้นปี 3 มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและกำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในสังคมตอนนี้

โดยน้องหมวย ได้เปิดใจกับอีจันว่า ชีวิตวัยเด็กของตนก็เหมือนเด็กปกติทั่วไป พ่อแม่เลี้ยงแบบปกติ ครอบครัวมีความสุข ไม่มีอะไรพิเศษไปจากครอบครัวอื่นๆ

โดยก่อนหน้านี้ ตนก็เคยไปร่วมการชุมนุมมาบ้างประปราย ส่วนตัวมองว่า ม็อบนักเรียนเลว เป็นม็อบที่มีการจัดการที่ดี มีการขอพื้นที่การชุมนุมก่อน ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการหยิบยกประเด็นในสังคมมาพูดกันอย่างตรงไปตรงมา บางครั้งก็มีการเสียดสีอย่างมีนัยยะสำคัญ และขอชื่นชมน้องๆ ที่กล้าแสดงออกมากขนาดนี้

เมื่อถามถึงเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ ณ ขณะนี้ ว่าทำไมวันนั้น (21 พฤศจิกายน 63) น้องหมวยถึงเลือกที่จะออกมาบอกว่าตัวเองเคยถูกครูในโรงเรียนทำอนาจาร

น้องหมวย ตอบว่า จริงๆ แล้วตนมีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้มาประมาณ 2 ปีเเล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มทำ แค่เรื่องราวของตนเพิ่งได้รับความสนใจจากม็อบเมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมาเท่านั้น ซึ่งตนมองว่าทุกการกระทำ จะต้องถูกตั้งคำถามตามมาอยู่เเล้ว หากมีการตั้งคำถาม ตนก็พร้อมที่จะตอบทุกคำถามของสังคม

ส่วนการแสดงออกเช่นนั้น ตนอยากสื่อกับสังคมในเรื่องของปัญหาการถูกคุกคามทางเพศในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืน อนาจาร การลวมลาม ซึ่งทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วในสังคมไทย แต่คำถามคือ ทำไมปัญหาเหล่านี้ถึงไม่เคยลดน้อยลง ?

 

ส่วนคำว่า “โรงเรียนไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย” ในมุมมองของน้องหมวย คือ ถ้าหากว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดภัยจริงๆ เด็กจะไม่ถูกคุกคามทางเพศในสถานศึกษา หรือถ้าเด็กถูกคุกคาม เด็กจะต้องดำเนินคดีความเอาผิดกับครูได้

ส่วนเหตุการณ์ ที่น้องหมวย บอกว่าตัวเอง โดนกระทำอนาจารจากครูในโรงเรียนนั้น

น้องหมวย เผยว่า กับอาจารย์ท่านนี้ก็รู้จักและสนิทกันมานาน ซึ่งตอนนั้นตนอยู่ ม.5 จำเป็นต้องอยู่ที่โรงเรียนดึก ต้องใช้ห้องซ้อมเพื่อประกวด และต้องใช้ห้องน้ำตอนกลางคืน ซึ่งในคืนนั้น ฝนก็ตก ตนจำเป็นต้องนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ครูคนนี้ไปเข้าห้องน้ำ แต่ครูก็มีการขับรถแบบแกล้งเบรกบ่อยครั้ง จนทำให้หน้าอกไปชนหลัง เมื่อมีการเข้าห้องน้ำ ครูก็แกล้งเปิด-ปิดไฟ จนตนตกใจถึงกับร้องไห้ ครูคนนี้ก็เข้ามากอดปลอบและขอโทษ โดยบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ตกใจขนาดนี้ ส่วนอีกเหตุการณ์หนึ่ง คือ เธอถูกครูคนนี้ลูบขาตอนขับรถไปส่งบ้าน

น้องหมวย ยอมรับว่า ทุกๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เธออึดอัดมาก ไม่สบายใจ แต่ก็พยายามคุยปกติ พยายามที่จะไม่คิดมาก คิดว่าสิ่งที่ครูทำทั้งหมด คงเป็นเพราะ ความเอ็นดู ที่ครูมีต่อศิษย์ ไม่ได้คิดว่า ครูมีเจตนาไม่ดี

ส่วนเหตุการณ์สุดท้ายที่เธอถูกครูคนนี้ทำอนาจาร คือ เธอพยายามจะปิดล็อกประตูห้องน้ำ หลังจากเข้าเสร็จเเล้ว เเละครูก็มีการเข้ามาช่วยล็อก แต่ครูพยายามจะโอบกอดเธอจากด้านหลัง มีการจับมือ ตอนนั้นเธอทำอะไรไม่ถูก ได้เเต่ยืนตัวแข็ง จนอยากร้องไห้

ซึ่งเรื่องของการทำอนาจารภายในโรงเรียนที่เกิดขึ้น มีเพียงหลักฐานเดียว คือ คำบอกเล่าจากปากของน้องหมวย

โดยเธอให้เหตุผลว่า เธอไม่กล้าที่จะบอกใครว่าเธอเจอกับอะไรมา พยายามปิด ไม่ให้ใครรู้ เพราะ ความกลัว เเละความอาย ตอนนั้นเธอคิดว่า คนผิดในเรื่องนี้ คือตัวเธอเอง

กลัวครอบครัวจะอาย ไม่อยากให้เป็นประวัติที่ไม่ดีในชีวิต “เพราะครอบครัวคือโลกทั้งใบ อะไรที่ทำให้ครอบครัวไม่สบายใจ หนูจะไม่ทำ” น้องหมวยกล่าว

เมื่อเธอโตขึ้น สุดท้าย เธอจึงได้เรียนรู้ว่า คนถูกกระทำ ไม่ใช่คนผิด

แต่การกระทำเหล่านั้น มันกลับส่งผลกระทบต่อเธอ มาจนถึงปัจจุบัน น้องหมวยบอกว่า เธอป่วยเป็นโรค PTSD เเละ Panic disoder ซึ่งจากอาการเหล่านี้ ทำให้เธอไม่สามารถที่จะเรียนอยู่ในโรงเรียนแล้วรู้สึกปลอดภัยได้เลย จนเธอต้องเข้ารับการรักษาอาการเหล่านี้ เกือบ 2 ปี ซึ่ง ณ ตอนนี้อาการต่างๆ ก็ดีขึ้นตามลำดับ

หลังจากที่เธอเปิดเผยเรื่องนี้ในโลกโซเชียล ก็มีคนออกมาบอกกับเธอจำนวนหนึ่งว่า ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว ที่ถูกครูในโรงเรียนเดียวกันกระทำอนาจารแบบนี้

ส่วนระบบการศึกษาไทย น้องหมวย มองว่า ต้องแก้กันตั้งแต่สถาบันครอบครัว โรงเรียน ภาครัฐ รวมถึงสื่อ เราควรสอนให้เด็กรู้จักสิทธิของตัวเอง และไม่ไปละเมิดสิทธิของคนอื่น

ซึ่งเรื่องการแก้ปัญหานี้ ภาครัฐต้องออกมาแก้ปัญหาเป็นคนแรก เพราะเด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้ อยู่ในความดูแลของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนของรัฐ หรือของเอกชนก็ตาม

ส่วนกระแสสังคมตอนนี้ ที่มีทั้งออกมาปกป้องเเละไม่เห็นด้วยกับการกระทำของน้องหมวย

น้องหมวย ตอบว่า ขอบคุณคนที่ออกมาปกป้องตนเอง และขอบคุณที่เคารพความเป็นเพื่อนมนุษย์ ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วย น้องหมวย มองว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะไม่เชื่อในสิ่งที่ตนพูด จนเกิดการตั้งคำถาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่ตนมองมากไปกว่านั้นคือ ถ้าอนาคตมีเด็กที่โดนกระทำแบบเดียวกับตน เด็กเหล่านั้นจะไปแจ้งหรือปรึกษาใคร

เมื่อถามถึงประเด็น ที่มีภาพว่าน้องหมวยเคยถ่ายแบบชุดนักเรียน วาบหวิว แต่กลับออกมาเรียกร้องเรื่องการถูกล่วงละเมิดในโรงเรียน ซึ่งสังคมกำลังมองว่า เด็กสาวคนนี้มีความย้อนแย้งในตัวเอง

น้องหมวย ตอบว่า รับงานถ่ายแบบตั้งแต่ช่วงจบมัธยมปลายแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เป็นผู้หญิงแต่งตัวเรียบร้อย แต่พอมาตอนนี้ ตนมองว่า ไม่ว่าเราจะแต่งตัวแบบไหน เครื่องแต่งกายไม่เคยลดทอนคุณค่าความเป็นเรา และไม่ว่าผู้หญิงจะแต่งตัวแบบไหน ก็ไม่มีใครสามารถที่จะมาคุกคามทางเพศคนอื่นได้

หากเราจะแต่งตัวเซ็กซี่ แล้วไม่ละเมิดกฎหมายข้อไหน มันก็ไม่น่าจะผิด ส่วนตัวมองว่า เรื่องการแต่งตัวแบบนี้ มันอยู่ที่กาลเทศะมากกว่า

ส่วนเรื่องคุณเอ๋ ปารีณา ที่จะแจ้งความ น้องหมวย บอกว่า ต้องขอขอบคุณ คุณเอ๋ ที่ให้ความสนใจและอยากมาตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง โดยตนหวังว่าจะพบข้อเท็จจริงอื่นเพิ่มอีก

ส่วนที่ตนพิมพ์ขอความช่วยเหลือทางทนายผ่านเฟซบุ๊ก ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการอยู่

ตอนนี้อยากให้สังคมยุติ การโทษเหยื่อ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ควรตั้งคำถามกับผู้กระทำ เเละกระบวนการต่างๆ ในการเอาผิดมากกว่า เผื่อจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง มากกว่าการมาตั้งคำถามกับเหยื่ออยู่แบบนี้

สนับสนุนโดย ufabet24

ป.ป.ส.พร้อมส่งสารคล้ายยาเค 11.5 ตัน ให้ผู้แทน UNODC ตรวจ

ป.ป.ส. นำผู้แทน UNODC ร่วมตรวจของกลาง สารคล้ายยาเค 11.5 ตัน ยืนยันไม่มีใครเปลี่ยนหลักฐาน

นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) และ นายเจเรมี ดักลาส ผู้แทน UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ร่วมเป็นสักขีพยานในการตรวจสอบสารเคมีจากโกดังสินค้าในพื้นที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ที่นำมาเก็บรักษาไว้ภายในสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 1 หมู่ 3 ต.คูบางหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี

นายวิชัย กล่าวว่า เนื่องจากในวันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบด้วยชุดตรวจสอบแล้วเป็นสีม่วง จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นสารเคตามีน เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเปลี่ยนหลักฐานเหล่านี้ในบันทึกจับกุมครั้งแรก ที่มีการบันทึกการตรวจค้นก็ยังมีการบันทึกไว้เพียงว่าเป็นวัตถุต้องสงสัยคล้ายเคตามีนทั้งหมด ซึ่งจะเห็นว่ายังไม่ได้มีการยืนยันชัดเจน ตามประสบการณ์ที่ทำงานมาเมื่อตรวจสอบด้วยชุดตรวจสอบแล้วขึ้นสีม่วง จึงเชื่อไปแบบนั้น ดังนั้นเพื่อคลี่คลายความสงสัยจึงได้เชิญหลายหน่วยงานมาร่วมกันตรวจสอบ

ขณะที่ นายเจเรมี ดักลาส กล่าวว่า UNODC ยินดีที่จะสนับสนุนทางการของไทยที่จะนำตัวอย่างไปตรวจพิสูจน์ภายในแล็บของ UN เพื่อเป็นการยืนยันว่าสารที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเป็นสารเคตามีน หรือเป็นสารอื่น ซึ่งชุดตรวจพิสูจน์สารเสพติดที่เจ้าหน้าที่ใช้นั้นเป็นเพียงชุดตรวจพิสูจน์ในภาคสนาม เป็นผลเบื้องต้นในการใช้ยืนยันว่าเป็นสารอะไรหลังจากที่ตรวจว่าเป็นสารเสพติดแล้ว อย่างไรก็ตามต้องเอากลับไปตรวจพิสูจน์ภายในแล็บอีกครั้ง

สนับสนุนโดย ufabet24

ไล่จับ! จระเข้ หลวงพ่อ ยาวกว่า 3 เมตร หลุดจากบ่อ นอนศาลาวัด

เจ้าหน้าที่ล้อมจับ จระเข้ หลุดออกจากบ่อ มานอนรับลมบนศาลาวัด

หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างคุณธรรม จุด บ้านค่าย จุด อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ รับแจ้ง มีจระเข้ขนาดใหญ่ที่เลี้ยงไว้หลังวัดบ้านลี่ หมู่ 9 ต.ละหาน อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ หลุดจากบ่อเลี้ยง นอนพึ่งรับลมที่ลานซิเมนต์ภายในศาลาวัดบ้านลี่ ที่ห่างจากบ่อเลี้ยงหลังวัดประมาณ 30 เมตร เกรงจะไล่กัดเด็กและชาวบ้านที่มาทำบุญที่วัด ในจุดภายในศาลาวัดบ้านลี่ พบจระเข้ขนาดความยาวกว่า 3 เมตร น้ำหนักไม่น้อยกว่า 100 กิโลกรัม มีขนาดใหญ่มานอนโชว์ขนาดความใหญ่โตของลำตัวที่กลางลานซิเมนต์ภายในศาลาลานวัดบ้านลี่ ทั้งหน่วยกู้ภัยฯ และชาวบ้านกว่า 5 คน ไล่ต้อนจระเข้ขนาดใหญ่เข้ามุมอับผนังศาลาวัด ก่อนจะใช้เชือกที่ทำเป็นบ่วงคล้องที่ปากจระเข้ไว้ได้แล้วช่วยกันยกจระเข้ขึ้นไปบนท้ายรถกระบะเพื่อที่จะนำส่งไปเลี้ยงในบ่อจระเข้ที่มีความมั่นคงแข็งแรงไม่ให้ออกมาเดินเพ่นพ่านได้อีก

นานสงัด เติมพันธ์ ผู้ใหญ่บ้านลี่ หมู่ 9 ต.ละหาน อกว่าเดิมที อดีหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดบ้านลี่ แกเป็นคนรักสัตว์ ได้ขอจระเข้จากโยมที่คุ้นเคยกันจากบ้านค่าย อ.เมืองชัยภูมิ ที่ได้ประกอบกิจการเลี้ยงจระเข้ นำลูกจระเข้มาเลี้ยงในบ่อสร้างเป็นคอกเลี้ยงจระเข้มากว่า 7 ปี ร่วมกับหมูป่า และเลี้ยงนก สัตว์ป่าด้านหลังของวัดเพื่อให้ผู้ที่สนใจในสัตว์ป่าได้ดูกัน จระเข้ที่เลี้ยงไม่ดุร้าย มีความเชื่องคุ้นเคยกับคนเป็นอย่างดี จนหลวงพ่ออดีตเจ้าอาวาสวัดได้มรณภาพไปเมื่อปีที่แล้ว ขาดคนดูแลคอกเลี้ยงจระเข้ คาดว่ารั้วคอกเลี้ยงบ่อจระเข้จะชำรุด ทำให้จระเข้ออกมาเดินเพ่นพ่านได้ในครั้งนี้ หลังจับได้คงต้องส่งคืนเจ้าของเดิมเพื่อนำไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงที่มีความมั่นคงแข็งแรงต่อไป

สนับสนุนโดย ufabet24